เฉินจิ่นอวี้ตัวสั่นเทาโดยสัญชาตญาณ
“ข้าอยู่ตรงนี้ เหตุใดเจ้าจึงสั่นเล่า”
น้ำเสียงของเสิ่นเยว่เจียวแผ่วเบา กล่าวแก่เฉินจิ่นอวี้โดยเฉพาะ
เฉินจิ่นอวี้กว่าจะตั้งสติได้ก็แสนลำบาก กลับได้ยินเสิ่นเยว่เจียวเอ่ยว่า “จ้องกลับไปสิ”
“อืม...หา?”
นางเพียงสบตากับสวีเพ่ยหนิงยังทำไม่ได้ ไฉนเลยจะมีใจกล้าจ้องกลับไป
“เจ้าจะจ้องดีหรือไม่ หากไม่จ้องข้าจะปล่อยมือแล้วนะ”
กล่าวพลางเสิ่นเยว่เจียวก็ทำท่าจะปล่อยมือจริงๆ
ตั้งแต่ลงจากรถม้า เสิ่นเยว่เจียวก็จูงมือนางมาโดยตลอด ต่อให้ฝ่ามือของเฉินจิ่นอวี้จะชุ่มเหงื่อเพียงใดนางก็ไม่ยอมปล่อย
บัดนี้ได้ยินว่าจะปล่อยมือ เฉินจิ่นอวี้รู้สึกเพียงที่พึ่งพิงกำลังจะอันตรธานหายไป
“ไม่ได้ เจ้าไปไม่ได้”
นางจับมือเสิ่นเยว่เจียวไว้แน่น ดวงตามีแต่คำอ้อนวอน
“จิ่นอวี้ ข้าไม่ได้พบหน้าเจ้ามาหลายปีแล้ว ยังนึกว่าเจ้ากลับเฟิ่งหยางไปเสียอีก”
ระหว่างที่กล่าว สวีเพ่ยหนิงก็เดินมาอยู่ตรงหน้านางแล้ว กำลังจะคล้องแขนนางอย่างสนิทสนม
เฉินจิ่นอวี้สะบัดมือนางออก สองตาจ้องเขม็งด้วยความโกรธ
“ผู้ใดบอกว่าข้ากลับเฟิ่งหยางกัน? เจ้าไม่ได้พบหน้าข้ามาหลายปี เป็นเพราะเจ้าไม่กล้ามาพบหน้าข้าต่างหากกระมัง”
เฉินจิ่นอวี้เองก็ตีหน้าเข้าสู้ เสียงกล่าวพลันดังขึ้น หลายต่อหลายคนพากันมองมาทางนี้
ในทันใด ใบหน้าของสวีเพ่ยหนิงก็ปรากฏแววขุ่นเคือง
“หนิงเอ๋อ เป็นอันใดไป”
ฮูหยินสวีแซ่กู้ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ในใจกลับมีโทสะพลุ่งขึ้น
วันนี้เป็นวาระสำคัญของตระกูลสวี จะยี่หระไม่ได้ ผิดพลาดมิได้
หากงานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งนี้ถูกทำลาย ตระกูลสวีจะเป็นที่ขบขันของผู้คนมิใช่หรือ
