อันโย่วเหอมาถึงหน้าประตูห้องจัดเลี้ยง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นตัวจริงของซูจินเยียน ก่อนหน้านี้ เธอรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ผ่านปากของเจียงซวี่เหิงเท่านั้น
เช่น ฐานะทางบ้านของซูจินเยียนไม่ดี ลำบากตรากตรำมาตั้งแต่เด็ก เป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงที่สุดในอำเภอของพวกเขา
เช่น ซูจินเยียนฉลาดมาก เป็นนักศึกษาที่ฉลาดที่สุดในบรรดาคนที่เจียงซวี่เหิงเคยสอน
เช่น ซูจินเยียนบริสุทธิ์สดใส แถมยังทรหดอดทนไม่ยอมแพ้ ราวกับดอกทานตะวันตะเกียกตะกายดูดซับแสงอาทิตย์
ยามนี้ อันโย่วเหอมองซูจินเยียนที่ยืนรอเข้าสู่หน้างานหน้าประตูห้องจัดเลี้ยง หล่อนช่างงดงามเฉิดฉันท์ อยู่ในชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์งามสง่า ยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าฉาบไปด้วยความประหม่าและเขินอายซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าสาว
“ทำไงดี... กำลังจะเดินเข้าไปแล้ว ฉันตื่นเต้นจัง เกิดเดินไม่ดีสะดุดล้มขึ้นมาจะทำยังไง ปกติฉันใส่แต่รองเท้าผ้าใบ ใส่ส้นสูงไม่เป็นเลย...”
พนักงานบริษัทจัดงานแต่งยืนอยู่สองข้าง หัวเราะพลางให้กำลังใจนาง “อย่าตื่นเต้นนะ ข้างในมีเพื่อนเจ้าสาวและพนักงานของเราอยู่ ไม่ปล่อยให้คุณล้มแน่นอน ทำใจให้สบายเป็นเจ้าสาวแสนสวยเถอะ!”
ซูจินเยียนเอามือจับกระโปรงชุดเจ้าสาวเบาๆ ยิ้มเขิน “ฉันสวยไหม?”
“สวย วันนี้คุณสวยที่สุด!” พนักงานตอบพลางหัวเราะ
อันโย่วเหอมาถึงห้องจัดเลี้ยง ก็เห็นภาพเช่นนี้พอดี
ดวงตาหม่นแสงของนางสั่นไหว ในใจบีบรัด
ครั้งหนึ่ง นางเคยตั้งตารอคอยงานแต่งงานของตัวเองกับเจียงซวี่เหิงอย่างประหม่ามาแล้ว
ครั้งนั้น เจียงซวี่เหิงกลับทำหน้าจริงจังบอกนาง “ปีนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่พี่จะประเมินผู้ช่วยศาสตราจารย์ บริษัทและห้องทดลองก็เพิ่งเริ่มดำเนินการ ไม่มีเวลาจัดงานแต่งงานจริงๆ”
ตอนอายุ 21 นางเข้าใจชายวัย 26 ณ ขณะนั้น แต่ไม่เคยนึกเลยว่า 7 ปีต่อมา ในวัย 28 นางจะต้องมาร่วมงานแต่งงานของสามีตัวเองกับหญิงอื่น
ซูจินเยียนสังเกตเห็นอันโย่วเหอ รอยยิ้มบนหน้าชะงักเล็กน้อย แล้วเปล่งประกายยิ้มสดใสกว่าเดิม “ยินดีต้อนรับสู่งานแต่งงานของฉันกับอาจารย์เจียง”
ชั่ววินาทีนั้น อันโย่วเหออยากจะถามสวนไปเหลือเกินว่า “คุณรู้ไหมว่าเจียงซวี่เหิงแต่งงานมีภรรยาแล้ว?”
แต่ยังไม่ทันได้ถาม
พอดีกับที่ในขณะนั้น ข้างในประตูห้องจัดเลี้ยง เสียงก้องกังวานของพิธีกรดังขึ้น “เชิญเจ้าสาวเข้าสู่ภายใน!”
สิ้นเสียงของพิธีกร ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ค่อยๆ เปิดออก
ซูจินเยียนเห็นประตูเปิดแล้ว รีบปรับร่างให้ตรงทันที ภายใต้การประคองของเพื่อนเจ้าสาวและพนักงาน เดินอย่างนางฟ้าเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงช้าๆ
อันโย่วเหอยืนอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังของซูจินเยียนเข้าไป นัยน์ตาสงบนิ่ง ขยับตามเงาร่างของอีกฝ่าย หยุดลง ณ ภายในงาน
ห้องจัดเลี้ยงไม่ได้ใหญ่นัก ตกแต่งได้ชวนฝันมาก เต็มไปด้วยผู้คน อันโย่วเหอกวาดตามองคร่าวๆ ล้วนเป็นใบหน้าไม่คุ้นเคย สันนิษฐานว่าคงเป็นญาติมิตรทางฝั่งสกุลซู
เมื่อเจ้าสาวก้าวเข้ามา ไฟรอบๆ สถานที่จัดงานก็ดับลงจนมืด แสงสว่างทั้งหมดรวมไปที่คู่บ่าวสาวบนเวที
อันโย่วเหอค่อยๆ ก้าวเข้าไปในงานก่อนที่พนักงานจะปิดประตูห้องจัดเลี้ยง หลบอยู่ใต้ความมืดด้านล่างเวที เช่นเดียวกับแขกเหรื่อทั้งหลาย มีรอยยิ้มบนใบหน้า จ้องมองบนเวทีอย่างไม่ละสายตา
วินาทีนี้เอง นางก็ได้เห็นเจียงซวี่เหิงชัดแจ้ง
ชายผู้ร่วมเตียงร่วมห้องใช้ชีวิตกับนางมาเจ็ดปี บัดนี้กำลังสวมสูทสีขาวเนี้ยบเข้ารูป ยืนอยู่บนเวที ประคองเจ้าสาวของตนจากมือบิดาซูอย่างแข็งขันและสง่างาม
“ซวี่เหิง พ่อฝากจินเยียนไว้กับลูกแล้ว จากนี้ไปเจ้าต้องดูแลนางให้ดี” บิดาซูสั่งเสียพร้อมรอยยิ้ม
“ผมจะทำ” เจียงซวี่เหิงตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มเสนาะหูหนักแน่นและจริงใจ
จากนั้น เขาจับมือซูจินเยียนไว้แน่น เมื่อเห็นซูจินเยียนตาแดงน้ำตาไหล เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งค่อยๆ ปาดคราบน้ำตาบนแก้มนางอย่างอ่อนโยน
ช่างเป็นภาพที่แสนดีอะไรเช่นนี้ เป็นคู่รักที่เหมาะสมกัน ราวกิ่งทองใบหยก งามตาต้องใจเพียงนั้น
อันโย่วเหอยืนอยู่ตรงนั้น ได้ยินเสียงซาบซึ้งและอิจฉาของพวกผู้หญิงรอบด้านอย่างชัดเจน
แต่สายตาของนางกลับตรึงแน่นบนมือที่จับแน่นของเจียงซวี่เหิงกับซูจินเยียน
นางจำไม่ได้แล้วว่าเจียงซวี่เหิงจับมือนางครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เมื่อคิดทบทวนดูดีๆ ดูเหมือนเขาไม่เคยจับมือนางต่อหน้าผู้คนเลย เช่นเดียวกัน เขาไม่เคยยอมรับต่อหน้าสาธารณชนเลยว่านางเป็นภรรยาของเขา
และในเจ็ดปีที่ผ่านมา นางกลับไม่เคยสังเกตเห็นจุดนี้เลย
นางคิดมาตลอดว่าเจียงซวี่เหิงเป็นคนสุขุม เก็บตัว ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า นางจึงคล้อยตามเจียงซวี่เหิงผู้เป็นเช่นนั้นมาตลอด
แต่ในตอนนี้ เมื่อมองดูแล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น
ที่แท้ เจียงซวี่เหิงก็มีเวลาระบายอารมณ์ออกมา มีด้านที่อ่อนโยนละเมียดละไมเช่นกัน
อันโย่วเหอสูดลมหายใจลึก แต่อาการแน่นเฟ้อเจ็บปวดในอกกลับไม่อาจปลดปล่อยออกไปได้
บนเวที พิธีแต่งงานดำเนินต่อไป มาถึงช่วงที่ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายขึ้นกล่าวสุนทรพจน์
บิดาซูกับมารดาซูขึ้นไปบนเวทีด้วยกัน ยืนอยู่ข้างซูจินเยียน
อันโย่วเหอเห็นในมือบิดาซูถือไมโครโฟนและกระดาษบทพูด คาดว่าต่อจากนี้เขาคงจะกล่าวสุนทรพจน์
ทว่า ในวินาทีต่อมา คำพูดของพิธีกรกลับทำให้นางหัวใจบีบรัดกะทันหัน
“ต่อไป เชิญคุณหญิงอิ่นชุ่ยหัว มารดาของเจ้าบ่าวเจียงซวี่เหิง และเด็กชายเจียงหมิงยวี่ ลูกชาย ขึ้นบนเวที!”
ลมหายใจของอันโย่วเหอสะดุดกึก ตัวแข็งค้าง ไม่อยากเชื่อสายตามองสองร่างใหญ่เล็กที่จูงมือกันขึ้นไปบนเวทีอย่างเชื่องช้า
พวกเขาไม่ใช่ใครอื่นใด เป็นแม่ผัวอิ่นชุ่ยหัวกับลูกชายเจียงหมิงยวี่วัยหกขวบของนางนั่นเอง
“หมิง... หมิงยวี่... ทำไม...” อันโย่วเหอพึมพำอย่างไม่เข้าใจ
เจียงหมิงยวี่ใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ที่บ้านเก่าแทบทุกเมื่อ วันก่อนนางเป็นคนพาเจียงหมิงยวี่ไปส่งที่บ้านเก่าด้วยมือตนเอง ตอนนั้น แม่ผัวอิ่นชุ่ยหัวยังบอกว่าวันนี้จะพาเจียงหมิงยวี่ไปงานเลี้ยงรุ่น
แต่ตอนนี้ ทำไมสองยายหลานถึงมาปรากฏตัวที่นี่!
อิ่นชุ่ยหัวยิ้มอบอุ่น สายตามองซูจินเยียนเต็มไปด้วยความรักใคร่
รอยยิ้มและแววตาเช่นนี้ อันโย่วเหอเคยเห็นบนหน้าอิ่นชุ่ยหัวเพียงครั้งเดียวในวันคลอดลูกเท่านั้น
นางมองตนด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ “เสี่ยวเหอ ขอโทษนะ เธอลำบากแล้ว”
แต่ก็เป็นเพียงครั้งเดียวนั้น หลังจากนั้นอิ่นชุ่ยหัวก็กลับไปเป็นแม่ผัวหยิ่งทะนง เย็นชา และเหินห่าง
เจียงหมิงยวี่ยืนอยู่ระหว่างอิ่นชุ่ยหัวกับเจียงซวี่เหิง ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายบนเวทีและด้านล่าง นอกจากจะไม่มีทีท่าประหม่าขวยเขินเลยแม้แต่น้อย ยังยิ้มร่ามองไปทางซูจินเยียน
รอยยิ้มบนใบหน้าของลูกชาย ได้ทิ่มแทงหัวใจของอันโย่วเหออย่างสุดซึ้ง
ความเจ็บรวดร้าวนั้นทำให้นางหูอื้ออึง จนไม่ได้ยินการกล่าวสุนทรพจน์ของทั้งสองฝ่ายเลยตลอดกระบวนการ
จนกระทั่งพิธีกรยื่นไมโครโฟนไปยังเจียงหมิงยวี่ตัวน้อย “คุณชายน้อย มีอะไรอยากพูดบ้างไหมครับ?”
เจียงหมิงยวี่รับไมโครโฟนอย่างสุขุมราวกับผู้ใหญ่ เงยหน้าเล็กๆ มองไปยังพ่อของตน และซูจินเยียนที่อยู่ข้างพ่อ
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเจียงซวี่เหิงปรากฏรอยยิ้มเอ็นดูและอบอุ่น เอามือใหญ่เรียวยาวลูบหัวน้อยๆ ของเจียงหมิงยวี่แผ่วเบา
ท่ามกลางสายตาของทุกผู้คนทั้งบนและล่างเวที เสียงอ่อนเยาว์ออดอ้อนของเจียงหมิงยวี่ดังออกมาจากไมโครโฟน “ผมดีใจมากครับ ต่อไปคุณน้าจินเยียนจะเป็นแม่ของผมแล้ว! ผมชอบคุณน้าจินเยียน และผมก็ชอบให้เธอเป็นแม่ของผมด้วย!”
คำพูดของเจียงหมิงยวี่จบลง เสียงปรบมือดังกึกก้องดังขึ้นด้านล่าง
ซูจินเยียนน้ำตาคลอ ย่อร่างลง กระชากร่างน้อยของเจียงหมิงยวี่เข้ามากอด
ช่างเป็นภาพของมารดาบุตรที่รักใคร่กลมเกลียว น่าประทับใจอะไรเช่นนี้...
“แล้วฉันล่ะ...” อันโย่วเหอยืนอยู่ด้านล่างเวที วินาทีนี้ราวกับถูกความมืดกลืนกิน มองภาพบาดใจเหล่านั้นบนเวที กายดุจตกลงไปในหุบเหวน้ำแข็ง
เสี่ยวหมิงยวี่ชอบซูจินเยียน...
เขาชอบให้ซูจินเยียนเป็นแม่ของเขา...
แล้วฉันล่ะ?
ฉันต่างหากคือแม่แท้ๆ ของลูก!
ความรู้สึกอ่อนล้าหมดแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่างของอันโย่วเหอ นั่นคือความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นหลังจากถูกคนที่ตนหวงแหนที่สุดหักหลัง
วินาทีนี้ นางเหมือนย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน คืนที่ถูกญาติมิตรทรยศหักหลัง ทำให้เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงหัวใจ
หลังผ่านช่วงซาบซึ้ง ก็ถึงการแลกแหวน
พิธีกรกล่าว “เอาล่ะ เสร็จพิธี! เจ้าบ่าวจุ๊บเจ้าสาวได้เลย!”
บนเวที เจียงซวี่เหิงกลับชะงักงันไปชั่วขณะอย่างชัดเจน
เขาไม่ได้ก้มลงจูบซูจินเยียนในทันที แต่หันหน้าไปมองพิธีกร แววตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและสอบถาม
พิธีกรชะงักแน่นิ่งอยู่กับที่ ไม่เข้าใจว่าทำไมเจียงซวี่เหิงไม่ไปจูบเจ้าสาว กลับมามองตนเช่นนี้ เขาคิดเอาเองว่าขั้นตอนทั้งหมดของงานแต่งไม่มีปัญหาใดๆ เขาดำเนินตามบทที่ตกลงกับเจ้าสาวและบริษัทจัดงานแต่งทั้งสิ้น
เสียงปรบมือและเสียงหัวเราะที่เดิมทีเร่าร้อน กลับเงียบกริบสนิทลงท่ามกลางความลังเลของเจียงซวี่เหิง
บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงแต่งงานด้านล่างเวที ต่างพากันมองเจียงซวี่เหิงด้วยความสงสัย
งานแต่งตกอยู่ในห้วงอับอายสั้นๆ...
ซูจินเยียนตาแดงก่ำ ดั่งกวางน้อยตื่นตระหนก เงยหน้ามองเจียงซวี่เหิง มือเล็กๆ ดึงเขาเบาๆ อย่างแนบเนียน เอ่ยเสียงเบาจนมีเพียงเจียงซวี่เหิงเท่านั้นได้ยิน “อาจารย์ ทุกคนจ้องดูอยู่เลยนะ...”
เจียงซวี่เหิงดึงสายตาคืน หันไปมองบิดามารดาของซูจินเยียน รวมถึงบรรดาญาติมิตรทั้งหลายของสกุลซูด้านล่างเวที
พิธีกรคิดว่าเจียงซวี่เหิงอายไม่กล้าจูบต่อหน้าสาธารณชน จึงใช้ปฏิภาณพลางเอ่ยออกไป “เจ้าบ่าวของเราเขินอาย เอาล่ะ พวกเราทุกคนมาให้กำลังใจเขากันเถอะ จุ๊บหน่อย! จุ๊บหน่อย!”
ภายใต้การนำของพิธีกร แขกเหรื่อด้านล่างเวทีต่างพากันคล้อยตาม
ชั่วขณะนั้น ภายในห้องจัดเลี้ยงทั้งห้อง ดังระงมไปด้วยเสียง “จุ๊บหน่อย! จุ๊บหน่อย!” ระลอกแล้วระลอกเล่า