“สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิงเจียงใช่ไหมคะ ดิฉันเสี่ยวจางจากบริษัทจัดงานแต่งนะคะ มีรายละเอียดขั้นตอนพิธีอีกเล็กน้อยที่ต้องขอให้คุณช่วยยืนยันค่ะ”
มือของอันโย่วเหอที่กำลังคนซุปชะงักไป วันนี้เธออารมณ์ดี จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ดิฉันเป็นคุณผู้หญิงเจียงจริงๆ ค่ะ แต่ฉันกับคุณเจียงแต่งงานกันมา 7 ปีแล้ว ช่วงนี้พวกเราไม่ได้มีแผนจะจัดงานแต่งเลยนะคะ”
ปลายสายนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยืนยันอีกครั้ง “หรือฉันโทรผิดคะ คุณคือภรรยาของคุณเจียงซวี่เหิง คุณซูจินเยียนใช่ไหมคะ”
เคร้ง…
ช้อนในมืออันโย่วเหอหล่นลงพื้น หูของเธออื้ออึงเพราะคำพูดของอีกฝ่าย
“ฮัลโหล ยังฟังอยู่ไหมคะ คุณคือคุณซูจินเยียนหรือเปล่าคะ”
ใบหน้าอันโย่วเหอซีดเผือด “ฉัน… ฉันไม่ใช่…”
“ขอโทษด้วยนะคะ สงสัยฉันจะโทรผิดจริงๆ ค่ะ” ปลายสายขอโทษแล้ววางหูไปทันที
แต่อันโย่วเหอกลับสงบใจลงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะสามีของเธอชื่อเจียงซวี่เหิง
เธอแต่งงานกับเจียงซวี่เหิงตั้งแต่อายุ 21 ปี จดทะเบียนชีวิตคู่มา 7 ปี และมีลูกชายอายุ 6 ขวบหนึ่งคน
ส่วนชื่อซูจินเยียนเธอก็ไม่คุ้นหูเลย เพราะนั่นคืออดีตนักศึกษาของเจียงซวี่เหิง ปัจจุบันทำงานอยู่ในห้องแล็บของบริษัทเขา
เธอเคยได้ยินเจียงซวี่เหิงเอ่ยชื่อซูจินเยียนหลายครั้ง ทุกครั้งที่พูดถึงล้วนเป็นคำชื่นชม
อันโย่วเหอไม่เชื่อว่าสายนี้จะโทรมาถึงเบอร์เธออย่างไม่มีที่มาที่ไป และอีกฝ่ายยังเอ่ยชื่อของเจียงซวี่เหิงกับซูจินเยียนออกมาได้อย่างแม่นยำทีเดียว
สี่ทุ่ม ห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่เหลือเกิน มีเพียงอันโย่วเหอนั่งอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง เธอกำลังรอเจียงซวี่เหing ระหว่างนั้นเธอโทรหาเขาหลายสาย ไม่มีใครรับเลย
ในที่สุด เกือบห้าทุ่ม เธอก็ได้รับสายที่เจียงซวี่เหิงโทรกลับมา
พอรับสายยังไม่ทันที่อันโย่วเหอจะได้เอ่ยปาก ในสายก็ดังเสียงทุ้มต่ำเย็นชาและแฝงความรำคาญอย่างชัดเจนของเจียงซวี่เหิง “ฉันยุ่งมาก เธอช่วยทำตัวรู้จักโตเป็นผู้เป็นคนหน่อยได้ไหม!”
อันโย่วเหอรู้สึกอึดอัดใจอย่างจับขั้วหัวใจ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เธอกลายเป็นภรรยา “ไม่รู้จักโต” ในปากของสามี
“คืนนี้คุณจะกลับบ้านไหมคะ” เธอถามเสียงเบา
“ไม่กลับ สุดสัปดาห์ต้องไปทำงานต่างจังหวัด คืนนี้นอนที่บริษัท”
“ต้องให้ฉัน…”
อันโย่วเหอกำลังจะถามว่าเจียงซวี่เหิงต้องให้เธอจัดกระเป๋าเสื้อผ้าที่บ้านแล้วเอาไปส่งเขาที่บริษัทไหม แต่ทันใดนั้น ในสายก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นไม่ดังไม่เบานัก
“อาจารย์คะ เร็วเข้า ทางบริษัทจัดงานแต่งนั่น…”
“เอาล่ะ วางก่อนนะ ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก อย่าเอาเรื่องในบ้านมารบกวนฉัน”
ก่อนที่อันโย่วเหอจะฟังคำพูดของผู้หญิงคนนั้นจบ สายก็ถูกเจียงซวี่เหิงตัดไป
แต่ถึงจะอย่างนั้น เธอก็ยังฟังออกชัดเจนถึงคำว่า ‘บริษัทจัดงานแต่ง’
ความเย็นเยียบแผ่ซ่านจากส่วนลึกของหัวใจไปถึงทุกอณูของร่างกาย
รุ่งสาง อันโย่วเหอนั่งอยู่บนรถที่กำลังมุ่งหน้าไปเมืองข้างเคียงแล้ว
เธอไม่ได้นอนทั้งคืน ตาทั้งสองข้างบวมแดง สีหน้าอิดโรย ใจลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง
หลังจากครุ่นคิดฟุ้งซ่านตลอดทั้งคืน เธอก็ตัดสินใจมาดูด้วยตาตัวเองว่างานแต่งคราวนี้จริงหรือปลอม
ที่อยู่ได้มาจากการที่เธอใช้เบอร์มือถืออีกเบอร์หนึ่งโทรกลับไปที่บริษัทจัดงานแต่ง โดยอ้างว่าขอคำปรึกษา อีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรจึงบอกที่อยู่มาให้เธอตรงๆ
ขณะที่กำลังใจลอย สายโทรศัพท์ที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานก็ดังขึ้น
อันโย่วเหอมองชื่อบนหน้าจอแสดงสายเข้า หยุดไปชั่วครู่จึงรับสาย
“ศิษย์พี่” เสียงของเธอแหบแห้งไปบ้าง คอแห้งผากจนรู้สึกรำคาญ
“เสี่ยวเหอ ดีใจจริงๆ ที่เธอรับสายพี่” ปลายสายดูดีใจมากอย่างเห็นได้ชัด “เธอคงรู้จุดประสงค์ที่พี่ติดต่อมา พี่จะไม่พูดอ้อมค้อมแล้ว สถาบันวิจัยตอนนี้ต้องการเธอจริงๆ นะ ขอแค่เธอกลับมา พี่ยกตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาให้เธอเลย ตกลงไหม”
อารมณ์ของอันโย่วเหอไม่ค่อยดีนัก น้ำเสียงก็เรียบเฉย “ศิษย์พี่คะ สถาบันวิจัยมีพี่และอาจารย์คอยดูแลอยู่ ฉันจะกลับไปหรือไม่ก็ไม่ได้มีความหมายมากนักหรอกค่ะ”
ปลายสายร้อนใจขึ้นมา “จะไม่มีความหมายได้ยังไง ห้องแล็บควอนตัมคริสตัลออสซิลเลเตอร์เป็นสิ่งที่เธอก่อตั้งขึ้นด้วยตัวเองแท้ๆ เธอเองก็รู้ว่างานวิจัยชิ้นนี้มีความหมายต่อสาขานี้ขนาดไหน อีกอย่าง ตำแหน่งผู้อำนวยการแต่แรกก็เป็นของเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อ 7 ปีก่อนเธอ… เฮ้อ พี่แค่รักษาการแทนให้เธอชั่วคราวเท่านั้น หรือเธออยากให้พี่รักษาการแทนไปตลอดชีวิต”
ตอนนี้อันโย่วเหอใจไม่สงบ สมองตื้อไปหมด เธอที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืนไม่สามารถคิดหรือตอบอะไรได้เลย
“ศิษย์พี่คะ ฉันขอเวลาคิดดูก่อนแล้วจะตอบพี่นะคะ”
เมืองเล็กนิดเดียว อันโย่วเหอก็หาโรงแรมที่จัดงานแต่งเจอในไม่ช้า ซึ่งก็เป็นโรงแรมหรูแห่งเดียวในเมืองนี้เช่นกัน
ภายในล็อบบี้ของโรงแรม มีรูปถ่ายชุดแต่งงานเจ้าบ่าวเจ้าสาววางตั้งเด่นอยู่
ในรูป เจ้าสาวหน้าตาหวาน ใบหน้าเปื้อนยิ้มสดใส ดูออกว่าเธอมีความสุขมาก และรักเจ้าบ่าวของเธออย่างสุดซึ้ง
สายตาของอันโย่วเหอเคลื่อนจากเจ้าสาวไปยังเจ้าบ่าว ใบหน้าหล่อเหลาเฉียบคมที่เหมือนกับสามีของเธอเจียงซวี่เหิงทุกกระเบียดนิ้วนั่น แทงลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างเจ็บปวด
“คุณเป็นใครคะ” คู่สามีภรรยาวัยกลางคนเดินเข้ามา ฝ่ายชายมองอันโย่วเหอด้วยสายตาหวาดระแวง “ยืนอยู่หน้ารูปแต่งงานของลูกสาวลูกเขยผมนานเชียว มางานแต่งหรือเปล่า”
ลูกสาวลูกเขย?
ที่แท้พวกเขาก็คือพ่อแม่ของซูจินเยียนนั่นเอง
“ฉันมาหาเจียงซวี่เหิงค่ะ ฉันเป็น…”
“อ๋อ คุณเป็นญาติทางบ้านซวี่เหิงนี่เอง!”
คำพูดของอันโย่วเหอถูกคุณพ่อซูขัดจังหวะ อีกฝ่ายนึกว่าเธอเป็นญาติทางฝ่ายชาย
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็ไม่ผิด เธอเป็นจริงๆ แต่ว่าเธอไม่ใช่ญาติห่างๆ ที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า หากเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเจียงซวี่เหิงต่างหาก
“ค่ะ” อันโย่วเหอผงกศีรษะ
คุณพ่อคุณแม่ซูได้ยินดังนั้นก็รีบยิ้มแป้น ฝ่ายคุณแม่ซูยิ่งโอบแขนอันโย่วเหออย่างสนิทสนม “มาสายจังเลยนะ รีบไปกันเถอะ พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว”
ว่าแล้วอันโย่วเหอก็ปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่ซูนำทางไปยังห้องจัดเลี้ยง
ตลอดทางคุณแม่ซูพูดไม่หยุด “จะบอกให้นะ ลูกเขยซวี่เหิงนี่พวกเราถูกใจมากเลย ไม่ใช่แค่หน้าตาดี การศึกษาสูง พื้นเพครอบครัวก็ดีด้วย ไม่มีให้ติเลยสักนิดจริงๆ ลูกสาวเราจินเยียนได้แต่งกับเขา แม่นี่ปลื้มใจมากเลย”
อันโย่วเหอมองหน้าที่ยับย่นด้วยรอยยิ้มของคุณแม่ซูอย่างเหม่อลอย ดูออกว่าเธอดีใจจริงๆ “เจียงซวี่เหิงดีกับซูจินเยียนไหมคะ”
“ดีสิ! ไม่ใช่แค่ดีกับจินเยียน กับครอบครัวเราก็ดีแบบไม่ต้องพูดถึง” คราวนี้คุณพ่อซูเป็นคนตอบบ้าง น้ำเสียงแฝงความย่ามใจไว้ไม่อยู่ “เพิ่งช่วยจัดการเรื่องงานให้น้องชายคนโตของจินเยียนไปหยกๆ แถมบ้านของเราก็ซวี่เหิงช่วยสร้างให้ เฟอร์นิเจอร์ข้างในก็ซวี่เหิงซื้อให้หมด เป็นของนำเข้าทั้งนั้น”
“เดือนที่แล้วแม่ปวดท้อง จินเยียนไม่ไว้ใจโรงพยาบาลในเมือง ซวี่เหิงก็ช่วยติดต่อโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองเอกให้ อยู่เคียงข้างจินเยียนดูแลทุกอย่างตลอด จัดห้องวีไอพีให้ แล้วยังตามหาผู้อำนวยการกับหัวหน้าแผนกมาตรวจให้แม่อีก” คุณแม่ซูพูดต่อ
“ยังจะพูดอีก ที่แท้ก็แค่กินของเสียเข้าไปแท้ๆ กลับทำเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องโต” คุณพ่อซูต่อว่าภรรยาตัวเองอย่างไม่พอใจ แต่สีหน้ากลับย่ามใจ
แขนที่ถูกคุณแม่ซูคล้องของอันโย่วเหอแข็งทื่อไป
นึกถึงเดือนที่แล้ว ตอนเธอผ่าตัดเนื้องอกต่อมไทรอยด์ จำเป็นต้องมีญาติสายตรงเซ็นชื่อและอยู่เป็นเพื่อน เธอบอกกล่าวเจียงซวี่เหิงล่วงหน้าชัดเจนแล้ว เขาก็รับปากว่าจะจัดเวลาให้เธอ
ผลคือ วันผ่าตัด เขากลับไม่มาเสียที โทรไปก็ไม่รับ หรือไม่มีใครรับ
สุดท้ายอันโย่วเหอเซ็นชื่อเอง สามวันที่นอนพักฟื้นหลังผ่าตัดก็ได้แต่ต้องขอให้โรงพยาบาลช่วยหาผู้ดูแลชั่วคราวให้
หลังจากนั้นเธอถามเจียงซวี่เหิงว่าทำไมไม่มาโรงพยาบาล คำตอบของเจียงซวี่เหิงคือวันนั้นเขากำลังพาผู้ใหญ่ที่สำคัญมากคนหนึ่งไปรักษาโรค
เธอถามต่อ อีกฝ่ายก็เริ่มรำคาญ “อันโย่วเหอ เธอช่วยทำตัวรู้จักโตเป็นผู้เป็นคนหน่อยได้ไหม! แค่ผ่าตัดต่อมไทรอยด์เอง จะตายรึไง! เธอไม่รู้หรือไงว่าฉันงานยุ่งแค่ไหน! ฉันไม่ใช่ว่าไม่ได้ให้เงินจ้างผู้ดูแลให้เธอนี่!”
มองคุณพ่อคุณแม่ซูที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข อันโย่วเหอรู้สึกปวดร้าวรานไปทั้งหัวใจจนหนาแน่น
ที่แท้ วันนั้นผู้ใหญ่ที่เจียงซวี่เหิงบอกว่าสำคัญมากก็คือแม่ของซูจินเยียนนี่เอง…
คุณพ่อคุณแม่ซูยังอยากพูดอะไรอีก แต่พนักงานบริษัทจัดงานแต่งเข้ามาหาพอดี พวกเขาจึงรีบเร่งให้เข้าไปในงาน พิธีแต่งงานกำลังจะเริ่มในไม่ช้า