คืนฝนพรำในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง คฤหาสน์เดี่ยวหลังใหญ่บนเนินเขาตกแต่งอย่างหรูหราสง่างาม สะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่น ทว่ากลับอบอวลด้วยความเงียบเหงาที่สลัดไม่หลุด
วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่สามของซูชิงหลานกับลู่เยี่ยนเฉิน
อาหารบนโต๊ะอุ่นแล้วเย็น เย็นแล้วก็อุ่นซ้ำไปมาถึงสามครั้ง แต่ก็ยังคงรอเก้ออยู่เพียงลำพัง
หลี่ผิง แม่บ้าน มองนายหญิงที่นั่งเหม่อลอยอย่างลังเลอยู่นาน ก่อนจะเดินเข้าไปหาในที่สุด
“คุณผู้หญิง จะให้อุ่นกับข้าวอีกไหมคะ?”
“ไม่ต้องแล้ว คุณไปพักก่อนเถอะ ฉันจะรอต่ออีกหน่อย”
หลี่ผิงถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนหันหลังเดินไปยังห้องพักคนรับใช้ชั้นหนึ่ง
ซูชิงหลานนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหาร ปลายนิ้วแตะขอบถ้วยกระเบื้องที่เย็นลงแผ่วเบา แววตาซ่อนความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิดเอาไว้
สามีของเธอ ลู่เยี่ยนเฉิน เป็นทายาทสายตรงของตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำแห่งเมืองหลิน เรียนต่อปริญญาโทและเอกในมหาวิทยาลัยชื่อดัง รูปหล่ออ่อนเยาว์ สุภาพสง่างามและร่ำรวย เขาก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวเภสัชกรรมด้วยตัวเอง จนกลายเป็นประธานหนุ่มที่กำลังมาแรงในวงการ อนาคตสดใสไร้ขีดจำกัด
ส่วนเธอ ซูชิงหลาน เป็นอัจฉริยะด้านวิจัยที่มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย รับผิดชอบงานวิจัยล้ำสมัยหลายโครงการ แต่กลับถอนตัวจากวงการเพราะความรัก อยู่บ้านมา 3 ปี ละมือจากงานนอกบ้าน หันมาทำกับข้าวให้สามีอย่างเต็มใจ ยอมเป็นคุณนายลู่ผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเรียบง่ายและสงบสุข
เพียงเพราะเธอเชื่อในความรัก เชื่อในการอยู่เคียงข้างกัน และเชื่อว่าความจริงใจย่อมทำให้หัวใจคนอบอุ่นได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เล็กจนโต ซูเจิ้นไห่ผู้เป็นพ่อคือแบบอย่างที่ไร้ที่ติในใจเธอ
เรื่องราวที่เธอได้ยินมาตั้งแต่เด็กคือ
พ่อมีชาติกำเนิดธรรมดา สร้างตัวขึ้นมาจากศูนย์ด้วยความขยันหมั่นเพียรและความซื่อตรง
ส่วนแม่ เหวินหว่านเสียน เป็นคุณหนูจากตระกูลเหวินผู้สืบทอดกิจการด้านยา ทว่าหลังแต่งงานและคลอดลูก สุขภาพก็อ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย จึงต้องพักฟื้นอยู่เป็นประจำ
พ่อไม่เคยทอดทิ้งภรรยา คอยดูแลเอาใจใส่และแบกรับภาระของครอบครัว ทั้งยังรักลูกสาวคนเดียวอย่างทะนุถนอม
เพราะอย่างนั้น เธอจึงยึดถือรูปแบบการใช้ชีวิตของพ่อแม่มาโดยตลอด ผู้ชายออกไปทำงาน ผู้หญิงดูแลบ้าน ผู้หญิงควรอ่อนโยน อดทน และคำนึงถึงส่วนรวม
แม้ตลอด 3 ปีหลังแต่งงาน ลู่เยี่ยนเฉินจะห่างเหินเย็นชา หลบเลี่ยงความใกล้ชิด บ่ายเบี่ยงเรื่องมีลูก กลับบ้านดึกดื่น และไม่แสดงความรู้สึก
ไม่มีทั้งความอบอุ่นและการอยู่เคียงข้างกัน
ในแวดวงสังคม ทุกคนต่างพูดกันว่าหลินมู่โหรว ผู้จบด้านเภสัชกรรม เป็นหญิงอ่อนโยน เข้าใจโลก มีความรู้และความสามารถ ทั้งยังเข้ากันได้ดีกับลู่เยี่ยนเฉินผู้คลุกคลีอยู่ในวงการยา ราวกับมีจิตวิญญาณที่สอดประสานกัน เหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ข่าวลือเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นย่อมลอยมาเข้าหูอยู่บ้าง แต่ซูชิงหลานก็เลือกที่จะเชื่อใจเขาเสมอ
เธอมักคิดว่าเป็นเพราะตนอยู่บ้านมาสามปี ห่างหายจากวงการและปล่อยให้แสงสว่างในตัวเลือนหายไป จึงกลายเป็นคนจืดชืดไร้ความน่าสนใจ เป็นเพราะเธอตามจังหวะชีวิตของเขาไม่ทัน ทั้งคู่จึงค่อย ๆ ห่างเหินกัน
เข็มนาฬิกาบนผนังขยับไปถึงตีหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ตามกิจวัตรของลู่เยี่ยนเฉิน ป่านนี้หากยังไม่กลับมา ก็คงไม่กลับมาแล้วในคืนนี้...
ซูชิงหลานขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันตามความเคยชิน ก่อนนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ทั้งห้องนอนดูเงียบเหงาเป็นพิเศษ
ซูชิงหลานไม่ง่วงเลยสักนิด หัวใจค่อย ๆ ด้านชาไปทีละน้อย การที่เขาลืมวันครบรอบแต่งงานไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย...
ตีสาม เสียงกลอนประตูดิจิทัลตรงโถงทางเข้าดังแผ่วเบา ทำลายความเงียบงันทั่วทั้งบ้าน
ลู่เยี่ยนเฉินผลักประตูเข้ามา รูปร่างสูงสง่ายืนอยู่ใต้แสงไฟ สูทหรูเปียกชื้นด้วยละอองฝนยามค่ำคืน ใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม ทว่ากลับแผ่ความเย็นชาและห่างเหินแบบนักธุรกิจตระกูลใหญ่
เขาไม่แม้แต่จะสนใจการตกแต่งในห้องรับแขกหรืออาหารบนโต๊ะ เดินตรงขึ้นชั้นบนแล้วเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ
ซูชิงหลานยังไม่หลับ เธอได้ยินเสียงเขาตั้งแต่เปิดประตู จึงลุกขึ้นตามความเคยชิน เตรียมหาชุดนอนให้ลู่เยี่ยนเฉินแล้วนำไปให้ถึงห้องน้ำ
ขณะที่ซูชิงหลานถือชุดนอนเดินไปถึงหน้าห้องน้ำและกำลังจะเคาะ โทรศัพท์ของลู่เยี่ยนเฉินที่วางทิ้งไว้บนตู้ด้านนอกห้องน้ำก็สว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ข้อความวีแชตหนึ่งข้อความปรากฏขึ้นต่อหน้าซูชิงหลานโดยไม่ทันตั้งตัว ทุกตัวอักษรชัดเจนจนบาดตา
【โหรวโหรว: กลางดึกเด็กมีไข้ขึ้นอีกแล้ว พี่เยี่ยนเฉิน ฉันกลัวมาก】
โหรวโหรว
หลินมู่โหรว
เด็ก
เพียงไม่กี่คำราวกับเข็มน้ำแข็งนับไม่ถ้วน แทงทะลุหัวใจซูชิงหลานอย่างรุนแรง
ชั่วพริบตา รายละเอียดมากมายที่เธอเคยมองข้ามก็พรั่งพรูขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
เหตุผลที่เขากลับบ้านดึกเป็นประจำ การจงใจหลีกเลี่ยงความใกล้ชิด การบ่ายเบี่ยงเรื่องมีลูกครั้งแล้วครั้งเล่า ท่าทีที่เย็นชาต่อเธอมากขึ้นทุกวัน รวมถึงข่าวลือที่ไม่เคยหยุดแพร่สะพัดในแวดวงสังคม...
ก่อนหน้านี้เธอไม่อยากขุดคุ้ย ไม่กล้าระแวง จึงคอยหาเหตุผลมาแก้ตัวแทนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ข้อความนี้ที่เห็นตรงหน้า สนิทสนมเกินขอบเขตและคลุมเครือเกินไป
หญิงสาวคนหนึ่งขอความช่วยเหลืออย่างไร้ที่พึ่งกลางดึก เพิ่งเอ่ยปากก็พูดถึงเด็กที่ไม่สบาย แถมยังเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า ‘พี่เยี่ยนเฉิน’
ปลายนิ้วของซูชิงหลานสั่นระริก หัวใจเย็นเยียบและหนักอึ้ง
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องน้ำก็เปิดออก ลู่เยี่ยนเฉินยื่นมือมารับชุดนอน ถอดผ้าขนหนูที่พันกายออกแล้วสวมชุดอย่างรวดเร็ว ตลอดทั้งกระบวนการเขาไม่พูดสักคำ
เขาหันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเห็นข้อความที่หลินมู่โหรวส่งมาทันที
ซูชิงหลานเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงสงบนิ่ง “วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของเรานะ...”
ลู่เยี่ยนเฉินเอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมกับเธอ “บริษัทมีธุระ ผมต้องออกไปข้างนอก คุณนอนก่อนเถอะ” พูดจบก็เปิดประตูลงไปชั้นล่าง จากนั้นเสียงเครื่องยนต์รถก็ดังขึ้น
ซูชิงหลานมองรถของเขาขับออกไปพ้นประตูบ้านผ่านหน้าต่างบานใหญ่ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาได้ยินสิ่งที่เธอเพิ่งพูดเรื่องวันครบรอบแต่งงานหรือเปล่า
