เซินว่างเปียกโชกไปทั้งตัว เสื้อเชิ้ตแนบเนื้อจนโปร่งใส เขาอุ้มเธอไปนั่งบนม้านั่งยาว สีหน้าเย็นชาแต่ถามอย่างร้อนใจว่า “เป็นยังไงบ้าง”
เวินเนี่ยนซีสำลักน้ำเข้าไปทางจมูกไม่น้อย หายใจลำบาก ไอไม่หยุด “ฉัน...กลัวน้ำ...”
เส้นผมเปียกชุ่มจับตัวเป็นกระจุก ๆ เซินอู๋โหยวหยิบผ้าห่มสีขาวมาคลุมตัวเวินเนี่ยนซี “เนี่ยนเนี่ยน ไม่เป็นไรใช่ไหม ฉันก็กลัวน้ำเหมือนกัน สำลักน้ำเข้าไปตั้งหลายอึก คงทรมานแย่”
“จู้หลิงหลิงคนนี้นี่นะ! หน้าตาก็ไม่สวย ยังชอบก่อเรื่องอีก”
จู้หลิงหลิงยืนอยู่ไม่ไกล ตกใจจนยืนตัวแข็งทื่อ ส่วนซูหมี่ที่เดินตามเธอมานั้นหนีหายไปตั้งนานแล้ว
เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ตัวสั่นไปทั้งร่าง “ไม่ใช่...ไม่ใช่ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าเธอคือเวินเนี่ยนซี ถ้ารู้ ฉัน...ฉันไม่มีทางผลักเธอแน่!”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ขณะพูด ภาพเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารวันนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว ตอนนั้นเธอเจ็บจนหมดสติไปต่อหน้าทุกคน แผลเป็นบนใบหน้ากว่าจะหายก็ใช้เวลาหลายเดือน
ครั้งนั้นเธอได้รู้ชัดเจนว่าพ่อช่วยคุ้มครองเธอไม่ได้ อย่าได้ไปล่วงเกินเซินว่างเด็ดขาด!
“ไม่ใช่! เป็นเธอต่างหาก! เธอจงใจชนฉัน แล้วยังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันอีก...เธอวางแผนหลอกฉัน!”
จู้หลิงหลิงกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง พยายามดิ้นรนหาทางรอดให้ตัวเอง
เซินว่างไม่สนใจเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนนั้น เขาอุ้มเวินเนี่ยนซีเดินไปทางห้องพยาบาล
“ซู่ฮยี่ อย่าออมมือ”
“ครับ”
เห็นแก่หน้าฉีเจิ้งเหยา เขาจึงไม่ลงโทษเธอต่อหน้าคนอื่นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่ให้คนจับตัวไปจัดการเป็นการส่วนตัว
