เมื่อมาถึงห้องทำงาน ข้างในมีอาจารย์อยู่เพียงคนเดียว กู้จิ่นเคาะประตูเบา ๆ “อาจารย์คะ”
“เข้ามาสิ”
กู้จิ่นเดินเข้าไปหาอาจารย์อย่างว่าง่าย “อาจารย์คะ หนูอยากถามว่าใบจบของหนูขอรับล่วงหน้าได้ไหมคะ?”
อาจารย์ถอนหายใจ “เรื่องของเธอ ฉันได้ยินมาแล้ว เธอเก่งมาก เขาไม่คู่ควรกับเธอหรอก เธอยังเด็ก เพิ่งอายุ 23 เอง ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ยังมีผู้ชายดี ๆ อีกตั้งเยอะ ถ้าเธอยังอยากทำงานในวงการนี้ ก็ต้องอดทนรอจังหวะ นักศึกษาของอธิการบดีมีอยู่ทั่ววงการบันเทิง ต่อให้ฉันอยากช่วย ก็จนปัญญา การถอยชั่วคราวไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่เป็นการใช้เหตุผล จางหว่านอี๋อาจจะแค่กำลังเห่อของใหม่ เรื่องหลังจากนี้ก็พูดยาก บางทีตอนนี้เธออาจยังเข้าใจเหตุผลนี้ไม่ได้...”
“อาจารย์คะ หนูเข้าใจค่ะ เพราะงั้นหนูถึงไม่แย่ง ถ้าเธออยากได้ก็เอาไปเลย หนูไม่สนแล้ว แต่หนูรู้ว่าวงการนี้มืดมนแค่ไหน หนูเลยอยากได้ใบจบล่วงหน้า จะได้รีบไปจากที่นี่ ต่อไปก็ไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับวงการนี้อีก ตอนแรกที่เลือกเรียนสาขานี้ก็เพราะฉู่เทียนหมิง แต่จริง ๆ แล้วหนูไม่ได้ชอบมัน หนูมีอาชีพที่ชอบมากกว่า”
กู้จิ่นเข้าใจดี เจ้าของร่างเดิมก็เข้าใจเหมือนกัน เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมใจคนถึงเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดายขนาดนั้น
พอได้ยินดังนั้น อาจารย์ก็ถามด้วยความสงสัย “เธอชอบอะไรล่ะ?”
“คุณปู่ของหนูเป็นหมอจีนเก่าค่ะ หนูโตมากับท่าน ตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออก หนูก็รู้จักสมุนไพรแล้ว ถ้าไม่มีเรื่องไม่คาดฝัน ตอนนี้หนูน่าจะเรียนอยู่ที่วิทยาลัยแพทย์ แต่ฟ้าดินไม่เป็นใจ กลับบ้านคราวนี้หนูตั้งใจจะสืบทอดวิชาของคุณปู่ แล้วใช้ชีวิตให้ดีค่ะ”
อาจารย์ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย
“ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม?”
กู้จิ่นพยักหน้า “ค่ะ”
เธอมีความรู้เรื่องการแพทย์จริง แต่คุณปู่ของเจ้าของร่างเดิมก็แค่ช่วยตรวจรักษาคนในหมู่บ้านเท่านั้น
ตอนที่กู้จิ่นทบทวนร่องรอยชีวิตของเจ้าของร่างเดิม เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ
ตอนชายชราเสียชีวิต มีคนที่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยเห็นมาก่อนหลายคนมาร่วมไว้อาลัย สังเกตให้ดี พวกเขามาแสดงความอาลัย ไม่ใช่แค่มาร่วมงานศพ
นั่นหมายความว่าชายชราไม่ธรรมดา วันที่เจ้าของร่างเดิมกรอกใบเลือกคณะ ก็มีคนโทรมาถามว่าเธอจะเข้าวิทยาลัยการละครจริงหรือเปล่า หลังได้รับคำตอบยืนยันจากเธอแล้ว ก็ไม่มีสายแปลก ๆ แบบนั้นโทรมาอีกเลย
เจ้าของร่างเดิมอาจไม่ทันสังเกต แต่ชาติที่แล้วกู้จิ่นอยู่ใจกลางอำนาจ แถมยังผ่านวันสิ้นโลกมาแล้ว เรื่องเล็กน้อยหลายอย่างเธอไม่มีทางมองข้าม
แต่ไม่ว่าจะยังไง เธอก็ยอมรับร่างนี้แล้ว เช่นนั้นก็จะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ ส่วนคนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง
“ถ้าเธอตัดสินใจแล้ว ฉันจะออกใบจบให้ล่วงหน้า ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งนั้น”
กู้จิ่นรับใบจบมา แล้วก้มโค้งคำนับ “ขอบคุณอาจารย์ที่คอยสั่งสอนและเป็นห่วงหนูมาตลอด หนูทำให้อาจารย์ผิดหวังแล้วค่ะ!”
อาจารย์ยิ้มพลางประคองเธอให้ลุกขึ้น “ไม่เห็นจะมีอะไรให้ผิดหวังเลย ขอแค่เธอสบายดีก็พอแล้ว อ้อ พรุ่งนี้เช้ามีถ่ายรูปจบ เธอถ่ายสักรูปก่อนค่อยไปนะ”
หลังบอกลาอาจารย์ กู้จิ่นก็ไปกินข้าวแล้วกลับหอ พอเห็นอีกสองคนยังไม่กลับมา เธอก็เก็บข้าวของทั้งหมด มัดหนังสือที่ไม่ต้องการแล้วเอาไปขายเป็นกิโลให้ป้าผู้ดูแลหอพักที่ชั้นล่าง
กลับห้องมาอาบน้ำ ก่อนเข้านอนก็ซื้อตั๋วเครื่องบินสำหรับเที่ยงวันพรุ่งนี้ไว้เรียบร้อย
เช้าวันต่อมา กู้จิ่นตื่นแต่เช้าไปกินมื้อสุดท้ายที่โรงอาหาร จากนั้นก็คืนบัตรโรงอาหารกับบัตรเติมน้ำ ข้างในยังเหลือเงินอยู่ 300 หยวน จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้
หลังถ่ายรูปเสร็จ กู้จิ่นโบกมือให้ประตูใหญ่แบบไม่แยแส ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่อาลัย แล้วเรียกรถไปสนามบินทันที
ความเจริญรุ่งเรืองตลอดทางทำให้กู้จิ่นมั่นใจว่าเธอมาอยู่ในที่ที่ไม่มีวันสิ้นโลก ไม่มีซอมบี้จริง ๆ ชาตินี้เธอจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เสียที
เธอขึ้นเครื่องอย่างสบายใจ
สามชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมืองหลวงของมณฑลจีทางตะวันตกเฉียงใต้
หลังนั่งรถไฟความเร็วสูงต่ออีกสองชั่วโมง ตอนหกโมงเย็นเธอก็มาถึงเมืองบ้านเกิดของเจ้าของร่างเดิม นั่นคือเมืองแอล
จากตัวเมืองกลับหมู่บ้านต้องนั่งรถประจำทางครึ่งชั่วโมง ต่อรถเถื่อนอีกครึ่งชั่วโมง แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์อีกราวยี่สิบนาที ป่านนี้กลับไปก็ไม่มีรถแล้ว
กู้จิ่น “...” ที่แบบนี้ ต่อให้วันสิ้นโลกมาเยือน ซอมบี้ก็คงยังขี้เกียจมาหรอก ช่างเถอะ ซื้อรถดีกว่า
ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมซื้อรถให้ฉู่เทียนหมิง ส่วนตัวเองก็สอบใบขับขี่ แล้วปกติก็คอยเป็นคนขับรถให้ฉู่เทียนหมิง
ถ้าความจริงใจของเจ้าของร่างเดิมไปเจอคนที่มีมโนธรรมและรู้จักสำนึกบุญคุณ ผลลัพธ์ก็คงไม่เป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน แม้แต่ตัวเองยังไม่รักตัวเอง แล้วจะหวังให้คนอื่นมารักได้ยังไง?
กู้จิ่นส่ายหน้า หาที่พักสักแห่งแล้วสั่งอาหารเดลิเวอรี
กินไปได้ครึ่งหนึ่ง รุ่นน้องชายก็วิดีโอคอลเข้ามา
“รุ่นพี่ ตอนนี้ว่างไหม?”
“ว่างสิ! เริ่มหรือยัง?”
“คิวต่อไปเป็นการแสดงของพวกเขาสองคน รุ่นพี่คอยดูได้เลย!”
พอได้ยิน กู้จิ่นก็รีบตั้งโทรศัพท์ให้เข้าที่
“มาแล้ว ๆ! รุ่นพี่ อย่าบอกนะว่าจะเป็นคลิปบนเตียง?”
กู้จิ่นกลอกตา “ยังไปเร็วขนาดนั้นหรอก พวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานเอง”
พูดจบเธอก็มองไปที่หน้าจอ เห็นฉู่เทียนหมิงสวมชุดสูทสีขาว ราวกับเจ้าชายขี่ม้าขาว กำลังจูงจางหว่านอี๋ในชุดราตรีสายเดี่ยวสีแดงเดินออกมาบนเวทีอย่างช้า ๆ
กู้จิ่นกัดตีนไก่ไปคำหนึ่งแล้วหัวเราะเยาะ “แหม ๆ เหมาะกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยนะ!”
“รุ่นพี่ไม่โกรธเหรอ?”
กู้จิ่นเลิกคิ้ว “ก็แค่ขยะ จะมีอะไรให้โกรธล่ะ เดี๋ยวก็ได้ดูละครสนุกแล้ว”
บนเวที ฉู่เทียนหมิงมองจางหว่านอี๋ผู้สูงส่ง “วันนี้คุณสวยมาก ลมค่อนข้างแรง หนาวไหม?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหลงเสน่ห์ความงามของตัวเอง จางหว่านอี๋ก็เชิดคางขึ้น “ฉันสวยขนาดนี้ ถือว่าคุณได้กำไรแล้ว ไม่หนาวหรอก ร้องเพลงจบก็ลงไปเลย ฉันจองที่ไว้แล้ว เดี๋ยวเราออกไปกินข้าวฉลองที่คุณเรียนจบกัน”
ฉู่เทียนหมิงก้มลงจูบหลังมือเธออย่างอ่อนโยน “หว่านอี๋ คุณดีกับผมจริง ๆ การได้พบคุณเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของผม...”
“อาจิ่น คุณดีกับฉันจริง ๆ การได้พบคุณเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของฉัน...”
ประโยคเดียวกันเป๊ะ น้ำเสียงเดียวกันเป๊ะดังมาจากด้านหลัง
