เซินอีเฟยมองรูใหญ่บนกำแพง แล้วก็มองมือของตนเอง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังเรียกสติกลับมาไม่ได้
พลังของหมัดนี้แข็งแกร่งกว่าฝ่ามือที่เขาซัดกองฟืนกระจายเมื่อวาน ไม่ต่ำกว่าสิบเท่า
เซินอีเฟยรู้สึกว่าตอนนี้ตนแข็งแกร่งจนน่ากลัว แต่กลับไม่รู้ว่าตนอยู่ในขอบเขตใด
เขาหาวิชาแยกแยะเก็บเกี่ยวคู่ครองออกมา พลิกหาอยู่พักใหญ่จึงพบประโยคหนึ่ง “ปราณวิญญาณแปรเป็นหมอก เรียกว่าขั้นประกอบฐาน”
เขารีบนั่งขัดสมาธิ ทดลองโคจรปราณวิญญาณ พอทดลองแล้วก็เกือบหัวเราะออกมา
“ปลาตัวน้อย” ในตันเถียนหายไปแล้ว เขารู้สึกว่าบริเวณตันเถียนมีกลุ่มก้อนปราณหมุนเวียนอย่างช้า ๆ!
หรือว่านี่คือขั้นประกอบฐาน?
เจ้าซินใช้เวลาสิบปีกว่าจะประกอบฐาน หรือว่าเขาหลอมกลั่นและดูดซับการบำเพ็ญของนางมาแล้ว?
เพียงชั่วข้ามคืน จากคนรับใช้ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาก็ก้าวข้ามขั้นหลอมลมปราณ กลายเป็นผู้บำเพ็ญขั้นประกอบฐานไปเสียแล้ว
ความยินดีในใจเซินอีเฟยมีมากกว่าความกังวล หากเรื่องนี้แพร่ออกไป สำนักเหอหวนต้องสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน!
อีกทั้งการหายตัวไปของเย่หงหลิงกับเจ้าซินคงถูกพบในไม่ช้า ตัวเขาย่อมหนีไม่พ้นความเกี่ยวข้องแน่
เซินอีเฟยกลัดกลุ้มใจนัก เขาลุกขึ้นยืน มองรูใหญ่บนกำแพงแล้วถอนใจ เฮ้อ! ซ่อมรูเสียก่อนเถอะ พรุ่งนี้หากศิษย์พี่โจวถามขึ้นมา จะได้มีคำอธิบาย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดึงท่อนไม้ใหญ่หลายท่อนออกจากกองฟืน นำไปอุดปากรู แล้วขนฟืนมาวางกั้นทั้งด้านในและด้านนอกอีกชั้น มองคร่าว ๆ ก็ไม่เห็นความผิดปกติ
เซินอีเฟยทำทั้งหมดนี้เสร็จแล้วก็ไม่รู้สึกเหนื่อย จึงนั่งลงบนเตียง หยิบถุงเก็บของของเจ้าซินออกมา
ถุงเก็บของใบนี้ประณีตกว่าของศิษย์พี่คนนั้น ปักลวดลายด้วยเส้นทอง เขาถ่ายปราณวิญญาณเข้าไปแล้วส่งจิตสำนึกสำรวจดู โอ้โห ใหญ่กว่าถุงเก็บของของศิษย์พี่เกินสองเท่าเสียอีก
