“ใช่ เพราะฉะนั้นวันนี้ข้าจะสอนเจ้าปิ้งเนื้อ ต้องตั้งใจเรียนให้ดี! ต่อไปจะได้เป็นตัวผู้ผู้เพียบพร้อมดูแลครอบครัว!”
หยุนเนี่ยนถนัดสอนตัวผู้ทำงานบ้านเป็นที่สุด
ก่อนทะลุมิติมา นางอ่านนิยายมาไม่น้อย แต่ละคนมีวิธีเติมเต็มความรู้สึกแตกต่างกันไป
นางเอกบางคนดูจะชอบทำอาหารให้พระเอกเป็นพิเศษ แล้วได้รับความภาคภูมิใจจากคำชมเรื่องรสชาติและฝีมือทำอาหารของเขา
นี่มันโลกสัตว์อสูรแล้วแท้ ๆ ยังต้องให้ข้าคอยจัดการทุกอย่างทุกวัน เพื่อเอาใจพระเอกอีกหรือ? สิ่งที่ควรเป็นไม่ใช่บรรดาสามีสัตว์รูปงามพากันแย่งเอาใจข้าหรอกหรือ?
หยุนเนี่ยนไม่คิดจะทนใช้ชีวิตลำบากเช่นนั้นเด็ดขาด หลังรู้จักไป๋ซี นางก็เริ่มสอนเขาทำอาหาร
แม้ร่างเดิมของไป๋ซีจะเป็นงูขาว และโดยธรรมชาติไม่ชอบสถานที่ร้อนจัดหรืออาหารร้อน ๆ
แต่เพื่อหยุนเนี่ยน เขาก็ยังค่อย ๆ ปรับตัวจนชิน เพราะอยากดูแลหญิงสาวให้ดี จึงเรียนรู้การผัดข้าวหน้าเตา
หากจำเป็นต้องมีใครสักคนอดทน ปรับตัว และยอมฝืนใจเพื่อพิสูจน์ความรัก แล้วเหตุใดคนนั้นจะเป็นตัวผู้ไม่ได้เล่า?
หยุนเนี่ยนไม่อยากขังตัวเองไว้ในครัว อีกทั้งไม่ชอบงานซ้ำซากไร้ความหมาย
นางมีความสามารถหลายด้าน ย่อมแสดงคุณค่าในด้านอื่นได้อย่างเต็มที่ เพื่อชดเชยงานอย่างอื่นที่ตัวผู้ทำ
เรือนหลังเล็กในนครสัตว์ราชันที่มีบ่อน้ำอยู่ด้วย ก็เป็นสิ่งที่นางหามาได้ด้วยตนเอง...
แผ่นหินค่อย ๆ ร้อนขึ้นจนมีควันขาวลอยกรุ่น หยุนเนี่ยนใช้มีดกระดูกหั่นมันออกมาชิ้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว แล้วนำไปถูบนแผ่นหิน น้ำมันซึมออกจากเนื้อทันที กลิ่นหอมยั่วน้ำลายอบอวลไปทั่ว
หยุนเนี่ยนยัดเนื้อชิ้นนั้นใส่มือผู้แทนเทพจู้ชี่ แล้วส่งมีดกระดูกให้เขาด้วย
“ถึงเวลาทดสอบฝีมือใช้มีดของเจ้าแล้ว ต่อจากนี้เจ้าหั่นเนื้อชิ้นนี้เป็นแผ่นบาง ๆ ให้หนาพอดี อย่าหั่นหนาเกินไป ไม่อย่างนั้นย่างจนเหนียวเคี้ยวไม่ออก และอย่าหั่นบางเกินไป ไม่เช่นนั้นคีบทีเดียวก็ขาด”
ผู้แทนเทพจู้ชี่มองเนื้อชิ้นหนึ่งกับมีดกระดูกที่จู่ ๆ ก็มาอยู่ในมืออย่างลังเล สายตาเลื่อนไปยังไฟที่หยุนเนี่ยนเพิ่งก่อขึ้น
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า
“...ตามกฎของนครราชัน ตัวผู้ที่ไม่ใช่นักบวชห้ามใช้ไฟโดยพลการ”
