“หัวหน้าแต่ละแผนกของบริษัท อีกครึ่งชั่วโมงประชุมที่ห้องประชุมชั้นสาม”
หลังวางโทรศัพท์ เฉินโม่เอนตัวพิงเก้าอี้ แววตาหนักแน่นขึ้น นอกจากรับคนเพิ่มแล้ว เขายังต้องทำให้พนักงานรู้สึกมั่นคงด้วย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผู้บริหารทุกคนก็มารวมตัวกันในห้องประชุมเรียบร้อย
ทุกคนต่างสงสัย เจ้านายคนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน จู่ ๆ ก็เรียกผู้รับผิดชอบของทุกแผนกมารวมกัน ไม่รู้ว่าคิดจะทำอะไรกันแน่
เฉินโม่ผลักประตูเข้าห้องประชุม เดินตรงไปยังโต๊ะประชุม
“วันนี้เรียกทุกคนมา เพราะมีเรื่องหลัก ๆ สองเรื่องจะคุยกัน”
ไม่นานห้องประชุมก็เงียบลง
เฉินโม่ไม่อ้อมค้อม
“เรื่องแรก ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป เงินเดือนพนักงานทุกคนจะปรับขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์”
ทันทีที่เขาพูดจบ คนด้านล่างหลายคนก็เงยหน้าขึ้น
เฉินโม่พูดต่อ
“นอกจากนี้ สวัสดิการก็จะปรับเพิ่มด้วย”
“จากเดิมที่มีประกันห้ารายการกับกองทุนหนึ่งรายการ จะเพิ่มเป็นประกันเจ็ดรายการกับกองทุนสองรายการ ทั้งประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะจ่ายในอัตราสูงสุด แล้วยังเพิ่มเงินบำนาญของบริษัทกับประกันสุขภาพเสริมให้ด้วย”
คราวนี้ทุกคนเริ่มนั่งไม่ติด
“คุณเฉิน หมายถึงเฉพาะผู้บริหาร หรือพนักงานทุกคนครับ?”
“ทุกคน ทั้งพนักงานออฟฟิศและคนทำงานหน้างานเหมือนกันหมด ตอนนี้บริษัทมีพนักงานมากกว่า 300 คน ไม่มีใครถูกยกเว้น”
หลายคนสบตากัน
“พนักงานทั่วไปในโรงงานก็ได้ประกันเจ็ดรายการกับกองทุนสองรายการด้วยเหรอครับ?”
“ทุกคนเหมือนกันหมด”
เสียงพูดคุยดังขึ้นทั่วห้องประชุม
แค่ขึ้นเงินเดือน 30 เปอร์เซ็นต์ก็เกินคาดแล้ว ยังจะเพิ่มประกันเจ็ดรายการกับกองทุนสองรายการให้พนักงานหน้างานด้วย ในอุตสาหกรรมนี้ไม่มีใครทำกันแบบนี้
มีคนอดไม่ได้ที่จะมองไปทางฝ่ายการเงิน สวัสดิการแบบนี้แน่นอนว่าดี แต่ปัญหาคือบริษัทมีเงินจ่ายหรือเปล่า?
หานเหมย ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ขมวดคิ้วแล้ว
เมื่อครู่จู่ ๆ ก็มีเงินเพิ่มเข้ามาในบัญชีบริษัทมากกว่า 30 ล้าน แม้เธอจะไม่รู้ว่าเฉินโม่เอาเงินมาจากไหน แต่ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
แต่ถ้าทำตามแผนของเฉินโม่ตอนนี้ ต้นทุนบุคลากรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเดือนละหลักล้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้บริษัทยังมีเรื่องต้องใช้เงินอีกมาก เงินก้อนนี้ดูเหมือนเยอะก็จริง แต่ถ้าใช้แบบนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน?
“คุณเฉิน เรื่องนี้...”
เฉินโม่ยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ผมรู้ว่าพวกคุณกังวลอะไร”
“ทำแบบนี้ต้นทุนบุคลากรของบริษัทจะเพิ่มขึ้นมากทุกเดือนก็จริง แต่ในเมื่อผมกล้าตัดสินใจแบบนี้ เรื่องเงินทุนผมจัดการเอง”
“ส่วนเรื่องที่สอง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริษัทจะเพิ่มงบลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่”
หวังกั๋วหัวชะงักไป “วิจัยและพัฒนาเหรอครับ?”
“ใช่” เฉินโม่มองทุกคน “ปัญหาใหญ่ที่สุดของเราตอนนี้ไม่ใช่พนักงานขยันไม่พอ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ของเราไม่มีความสามารถในการแข่งขันมากพอแล้ว”
“เพราะงั้น ต่อจากนี้ผมจะเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ของเทียนกงให้เติบโต”
ทุกคนพากันจับจ้องมาที่เขา
หวังกั๋วหัวถามขึ้นก่อน “คุณเฉิน มีทิศทางอยู่ในใจแล้วเหรอครับ?”
“มีไอเดียอยู่บ้าง”
เฉินโม่ไม่ได้ฟันธง
ระบบช่วยเร่งงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงช่วยให้บุคลากรผู้มีความสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดได้ แต่ไม่ได้ยัดเทคโนโลยีใส่สมองเขาโดยตรงว่าจะมุ่งไปทางไหนจริง ๆ คงต้องรอรับคนเข้ามาก่อน แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนตัดสินใจ
เมื่อประชุมเสร็จ ทุกคนทยอยลุกออกจากห้อง
เฉินโม่รั้งหวังกั๋วหัว หลินเวย และหานเหมยไว้
หลังคนอื่นออกไปหมดแล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ต่อจากนี้บริษัทจะรับคนเพิ่ม”
“เน้นงานวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียม”
“ตั้งเงินเดือนให้สูงไว้ นอกจากเงินเดือนสูงสุดในอุตสาหกรรมแล้ว เพิ่มให้อีก 20 เปอร์เซ็นต์”
หลินเวย ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล ชะงักไปเล็กน้อย
“ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยทั่วไปคงไม่มีปัญหา แต่แค่อัดเงินเดือนอย่างเดียวอาจยังไม่พอสำหรับวิศวกรอาวุโสกับผู้เชี่ยวชาญค่ะ”
“หมายความว่ายังไง?”
“คนระดับนี้ส่วนใหญ่ทำงานกับบริษัทเดิมมาหลายปี บางคนยังไม่ได้โบนัสปลายปี บางคนติดสัญญาระยะเวลาทำงาน แล้วยังมีค่าใช้จ่ายย้ายถิ่นฐานอะไรพวกนั้นอีกค่ะ”
“ถ้าจะให้พวกเขาย้ายงานจริง ๆ เราคงต้องชดเชยความเสียหายพวกนี้ให้”
“งั้นก็ชดเชย” เฉินโม่ตอบทันที
หลินเวยถามหยั่งเชิง “ถ้ามีคนต้องจ่ายค่าชดเชยให้บริษัทเดิม 400,000 ล่ะคะ?”
“ให้เงินเซ็นสัญญาเขา 800,000” เฉินโม่มองเธอ “มีปัญหาอะไรอีกไหม?”
ทั้งสามคนหันขวับมามองเฉินโม่
หลินเวยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น...คุณเฉิน รอบนี้จะรับคนกี่คนคะ?”
“100 คน” เฉินโม่ตอบโดยไม่ลังเล “ในนั้นต้องมีวิศวกรอาวุโส 50 คน และต้องครอบคลุมทุกแขนงของงานวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียม”
“วิศวกรอาวุโส 50 คน?” หลินเวยหันไปมองหวังกั๋วหัวโดยไม่รู้ตัว “ผู้อำนวยการหวัง ตอนนี้โรงงานเรามีวิศวกรอาวุโสรวมคุณแล้วก็แค่สองคนเองไม่ใช่เหรอคะ?”
“อืม” หวังกั๋วหัวพยักหน้า
หลินเวยไม่รู้จะพูดอะไรอยู่พักหนึ่ง
ทีมวิจัยและพัฒนาที่มี 100 คน แถมครึ่งหนึ่งเป็นวิศวกรอาวุโส
แม้แต่บริษัทชั้นนำก็ยังไม่มีทีมที่จัดคนแบบนี้ บุคลากรระดับสูงมีมากขึ้น ความเห็นต่างเรื่องแนวทางเทคโนโลยีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น บริษัททั่วไปไม่มีทางจัดทีมกันแบบนี้
แต่สิ่งที่เฉินโม่ต้องการก็คือคนเก่ง มี【ร่วมแรงร่วมใจ】อยู่ เขาไม่กลัวเลยว่าคนจะมากเกินไป
“ตอนนี้ในโรงงานยังมีเจ้าหน้าที่วิจัยและพัฒนาอีก 30 คน” หวังกั๋วหัวพูดขึ้น “พวกเขาทำงานในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่มาหลายปีแล้ว เก็บไว้ช่วยสนับสนุนงานวิจัยได้ครับ”
“ได้” เฉินโม่พยักหน้า “อีก 20 คนที่เหลือ รับจากนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ให้เริ่มจากตำแหน่งวิศวกรวิจัยและพัฒนา”
หลินเวยจดลงสมุดสองสามบรรทัด
“แล้วต้องการคนพวกนี้เมื่อไหร่คะ?”
“ภายในเดือนนี้”
“ภายใน 20 กว่าวันเหรอคะ?”
“อืม”
“ตำแหน่งวิศวกรวิจัยและพัฒนายังพอว่า แต่ที่ยุ่งยากจริง ๆ คือวิศวกรอาวุโสค่ะ” หลินเวยขมวดคิ้ว “คนระดับนี้มีน้อยอยู่แล้ว แถมส่วนใหญ่ก็ยังทำงานอยู่ ถ้ารับสมัครตามปกติ ต่อให้ใช้เวลาหนึ่งหรือสองเดือนก็ยังไม่แน่ว่าจะหาได้คนที่เหมาะสม”
“ถ้าพึ่งพาแค่พวกเราเอง ยี่สิบกว่าวันยังไงก็ไม่ทันค่ะ”
“งั้นก็หาบริษัทจัดหาผู้บริหารระดับสูง”
“ฉันก็คิดแบบนั้นค่ะ” หลินเวยพยักหน้า “แต่ถ้าจะเร่งจริง ๆ อาจต้องติดต่อหลายเจ้าพร้อมกัน”
“ได้” เฉินโม่มองเธอ “ช่องทางไหนที่พวกคุณนึกออก ก็ใช้ให้หมด”
“เงินที่ควรจ่ายก็จ่ายไป ภายในเดือนนี้ต้องรวบรวมคนให้ครบ”
หลินเวยสูดหายใจลึก “เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะพยายามเต็มที่”
เธอเพิ่งพูดจบ หวังกั๋วหัวที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน
“คุณเฉิน ยังมีอีกเรื่องครับ”
“ว่ามา”
“ถึงจะรับคนมาได้ แต่ด้วยสภาพของโรงงานตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะทำงานกันได้ครับ”
เฉินโม่หันไปมองเขา
หวังกั๋วหัวพูดต่อ
“อุปกรณ์วิจัยและพัฒนาของโรงงานเดิมทีก็มีไว้สำหรับโครงการเก่า ๆ ใช้ทดสอบหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั่วไปคงไม่มีปัญหา”
“แต่ถ้ารับคนเข้ามาเยอะขนาดนี้...” เขาส่ายหน้า “อุปกรณ์ไม่พอแน่ แถมต้องปรับปรุงโรงงานวิจัยและพัฒนาใหม่ด้วย”
เฉินโม่ชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้จริง ๆ
เขาคิดแต่จะรับคนเข้ามาเพื่อกระตุ้นรางวัลจากระบบ แต่ลืมไปว่าพอคนมาถึงก็ต้องมีที่ทำงาน
“ถ้าปรับปรุงทุกอย่างใหม่หมดล่ะ?” เฉินโม่ถาม “ทั้งอุปกรณ์กับการปรับปรุงโรงงานวิจัยและพัฒนา ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่?”
หวังกั๋วหัวเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้าต้องรองรับงานวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมแนวหน้าของอุตสาหกรรม...” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “เกรงว่าช่วงแรก...อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินเกือบ 80 ล้านครับ”