บทที่ 4 เปลี่ยนลวงให้เป็นจริง บิดเบือนความจริง
ห้องสอบสวนตกอยู่ในความเงียบงัน
ไป๋ชวนนั่งบนเก้าอี้ นิ้วมือกำจดหมายสองฉบับนั้นไว้
“คุณคือคนคนนั้นหรือเปล่า” เสียงของสิงจื้อกั๋วดังขึ้น
“นั่นสำคัญสำหรับคุณมากหรือ” ไป๋ชวนถามกลับ
“สำคัญมาก!” สิงจื้อกั๋วพยักหน้า
“งั้น... เป็นคุณหรือเปล่า”
เมื่อเห็นแววตาเร่าร้อนของสิงจื้อกั๋ว ไป๋ชวนสูดลมหายใจลึกแล้วพยักหน้า “ใช่!”
เมื่อยิงธนูออกไปแล้วย่อมไม่มีทางหวนกลับ ไม่ว่าสมุดบันทึกเล่มนั้นจะมีสิ่งใดเป็นเจ้าของก็ตาม เขาก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ได้แต่ฝืนใจยอมรับไป
ถ้าสมุดบันทึกไม่เขียน เขาก็แต่งขึ้นมาเอง เรื่องโม้เก่ง ๆ เขาพอมีอยู่บ้าง
ทว่าในวินาทีที่ไป๋ชวนยอมรับ
ภาพตรงหน้าไป๋ชวนกลับหยุดนิ่งกะทันหัน ราวกับเวลาได้หยุดลง จากนั้นภาพตรงหน้าก็แตกสลายลงอย่างรุนแรง ภาพแล้วภาพเล่าแวบผ่านไปตรงหน้า
ความทรงจำสายหนึ่งปะทุขึ้นมาจากส่วนลึกของสมอง ราวกับมีบางสิ่งหยั่งรากและแตกหน่ออยู่ในหัวของเขา วิสัยทัศน์ของไป๋ชวนเริ่มบิดเบี้ยว พอสายตากลับมาจับภาพใหม่ เขาไม่ได้นั่งอยู่ในห้องสอบสวนอีกต่อไป แต่ยืนอยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง
กลิ่นอับชื้นฟุ้งอยู่ในอากาศ
บนโต๊ะในห้องนั่งเล่นมีลูกตาลูกหนึ่งวางอยู่ ดำสนิท ขนาดประมาณกำปั้น
ภายในผนังมีสิ่งสีขาวเที่ยวแห้งสามอย่าง กำลังเคลื่อนตัวหยุกหยิกเหมือนหนอน มองเห็นเค้าโครงร่างมนุษย์ได้ราง ๆ
บนพื้นมีเด็กผู้หญิงอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีนอนอยู่ ขาของเธอไม่มีแล้ว ช่วงตั้งแต่เข่าลงไปเหลือเพียงกระดูกขาวโพลนสองท่อน บนกระดูกยังมีเศษเนื้อที่แทะไม่หมดติดอยู่สองสามเส้น
“นี่... เกิดอะไรขึ้น นี่คือฉากในจดหมายนั่นหรือ” ไป๋ชวนมองรอบ ๆ อย่างงุนงง
ลูกตาบนโต๊ะ พวกตาแก่ในผนัง แล้วก็เด็กผู้หญิงบนพื้นนั่น
ทุกอย่างนี้ดูเหมือนกับฉากในจดหมายที่บรรยายไว้ไม่มีผิด
ไป๋ชวนพยายามก้าวไปหาเด็กผู้หญิง แต่ร่างกายกลับยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อน
แล้ว ‘เขา’ ก็ยิ้ม
ไป๋ชวนรู้สึกได้ถึงมุมปากที่กำลังยกขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาอยากยิ้ม แต่เป็นร่างกายนี้กำลังยิ้มด้วยตัวของมันเอง
จากนั้นไป๋ชวนก็มองเห็นร่างกายของตนเองเดินไปที่กำแพง แล้วยกมือขึ้นเสียบเข้าไปในผนัง ดึงสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชื่อพวกนั้นออกมายื้อยุด
กร๊อบ... กร๊อบ... กร๊อบ
ในสายตาอันหวาดหวั่นของไป๋ชวน ร่างกายของเขาเองกลับกินสิ่งประหลาดรูปร่างเหมือนคนแก่ในผนังเข้าไปอย่างควบคุมไม่ได้ และลูกตาบนโต๊ะ...
ในห้องนั่งเล่นอันว่างเปล่า มุมปากของไป๋ชวนมีน้ำสีดำเปรอะอยู่ เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเมือกและคราบเลือด
ภาพนั้นหยุดนิ่งที่วินาทีนั้น จากนั้นก็แตกสลาย
.......
ไป๋ชวนลืมตาขึ้นพรวดเดียว หลังชนกับพนักเก้าอี้ในห้องสอบสวนอย่างแรง
เขาหายใจหอบแรงและเร็ว รสชาติบางอย่างยังติดอยู่ในปาก
มีบางอย่างกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในท้อง
“ไป๋ชวน” เสียงของสิงจื้อกั๋วดังขึ้น
ไป๋ชวนก้มหน้านิ่งไม่ตอบ นิ้วสั่นเล็กน้อย
เมื่อครู่คืออะไรกันแน่ ความทรงจำ ภาพหลอน หรือว่าเขาบ้าไปแล้วจริง ๆ!
ทุกสิ่งในฉากนั้นดูเหมือนจะตรงกับที่จดหมายบรรยายไว้ทุกอย่าง ‘ผู้เป็นอมตะ’ ที่ผ่านมาคนนั้นกินสิ่งประหลาดในห้องเข้าไป...
พวกตายแก่ในผนัง ลูกตาบนโต๊ะ เด็กผู้หญิงบนพื้น...
แต่ทำไมเขาถึงเห็นเป็นภาพบุคคลที่หนึ่ง...
ฉากนั้นคืออะไรกันแน่ ความทรงจำของเจ้าของสมุดบันทึกน่ะหรือ
ไม่ ถึงจะเป็นความทรงจำของเจ้าของสมุดบันทึก แล้วทำไมมันถึงปรากฏอยู่ในหัวของเขา ความทรงจำของคนอื่นมาเกี่ยวอะไรกับเขา
ความรู้สึกนั้นกลับคล้ายกับว่าเป็นความทรงจำของเขาเองเสียมากกว่า
แต่เขาไม่เคยไปที่ห้องนั้น ไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้น ไม่เคยกินของในผนัง
แถม... ทำไมรสในปากถึงได้เหมือนจริงขนาดนี้ แม้แต่ในท้องยังพลุ่งพล่าน
เขาเองก็เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่า ตัวเขามีปัญหาทางจิตจริง ๆ หรือว่า...
“เจ้าของสมุดบันทึกนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ตายแล้วยังส่งผลต่อข้าได้อีกหรือ” แผ่วหลังของไป๋ชวนเย็นวาบ
ไป๋ชวนสูดลมหายใจลึก สะกดความคิดนับพันที่แล่นอยู่ในใจ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาคิดเรื่องพวกนี้
ไป๋ชวนเงยหน้ามองสิงจื้อกั๋ว กำลังจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงอันสั่นเครือของสิงจื้อกั๋วก็ดังขึ้นในห้องสอบสวนก่อน
“คุณ... คุณเป็นอะไรไป ผมแค่อยากถามถึงสถานการณ์ตอนนั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่น คุณ...”
สิงจื้อกั๋วยืนอยู่ตรงข้ามโต๊ะ รูม่านตาหรี่ลงเล็กน้อย ดูเหมือนจะกลัวเขามาก
“?” ไป๋ชวนฉงนใจ
“ถ้าคุณไม่อยากพูด... ผมจะไม่ถามก็ได้...” สิงจื้อกั๋วลุกขึ้นก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าไป๋ชวนจะกินเขาเข้าไป
ไป๋ชวนขมวดคิ้ว ยังไม่ประสาเหตุว่าสิงจื้อกั๋วเป็นอะไรไป หันไปมองกระจกด้านเดียวบนผนังห้องสอบสวน
แล้วเขาก็ชะงัก
ในกระจกสะท้อนใบหน้าของเขา อืม หล่อฉิบหาย
แต่ในตอนนี้ บนใบหน้านั้นกลับมีดวงตาคู่หนึ่งที่ไม่น่าจะเป็นของเขา
ลูกตาทั้งคู่ราวกับถูกหมึกดำบรรจุจนเต็ม ดำสนิท ราวกับหลุมดำลึกจนหยั่งไม่ถึงสองแห่ง
【เนตรคืนสู่นิรันดร์ สีดั่งน้ำหมึก ลึกราวหุบเหว มองดูแล้วประหนึ่งร่วงหล่นสู่รัตติกาลนิรันดร์】
【ดวงตาคู่นี้สามารถมองเห็น “ด้านใน” ของโลก ลอกเปลือกและภาพลวงตาทั้งปวงออก นำสรรพสิ่งเข้าสู่รัตติกาลนิรันดร์】
ข้อความนี้ลอยขึ้นในห้วงสมองของไป๋ชวนโดยไม่ทันตั้งตัว คล้ายกับมีใครบางคนมากระซิบอยู่ข้างหู
“ตาของฉัน... หายไปแล้วหรือ” ไป๋ชวนใจสั่นระทึก เขาเป็นอะไรไป
มองดูดวงตาดำสนิทไร้ตาขาวและรูม่านตาคู่นี้ ไป๋ชวนรู้สึกคุ้นเคยอย่างไม่รู้สาเหตุ
!!!
“นี่... นี่คือลูกตาลูกนั้นบนโต๊ะนี่! มันกลายเป็นตาของฉันได้ยังไง!” ภาพหนึ่งแวบขึ้นในสมองของไป๋ชวน ดวงตาดำสนิทของเขาคู่นี้ เหมือนกับลูกตาบนโต๊ะในฉากความทรงจำทุกประการ
ลูกตาลูกนั้นกลายเป็นดวงตาของเขาแล้วงั้นหรือ
“ภาพหลอนหรือความจริงกันแน่” ไป๋ชวนพึมพำ
จากปฏิกิริยาหวาดกลัวของสิงจื้อกั๋ว ก็น่าจะเป็นความจริง
ความทรงจำครั้งนั้นยังส่งผลต่อร่างกายของเขาได้อีกหรือ!
ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย เขาแค่ไม่อยากจรจัดแข็งตายอยู่ใต้สะพานลอยเท่านั้นเอง ไม่ได้อยากกลายเป็นสัตว์ประหลาดอะไรเลยนะ
มองดูตัวเองในกระจก ไป๋ชวนหลับตาขยี้แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ในดวงตายังดำขลับดุจหมึก
หลับตาอีกครั้ง แล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ ครานี้กลับคืนสภาพเป็นปกติแล้ว ดวงตาคู่นั้นกลับกลายเป็นแบบธรรมดา
หืม
ดวงตาคู่นี้ เขาควบคุมได้
“ดวงตาคู่นี้... เป็นเพราะลูกตาที่ฉันกินเข้าไปในความทรงจำนั่นหรือ อย่างนั้น...” ไป๋ชวนก็นึกขึ้นได้ทันทีว่า ในความทรงจำนั้นเขาไม่ได้กินเพียงแค่ลูกตา แต่ยังมีสิ่งประหลาดรูปร่างเหมือนพวกตาแก่ในผนังด้วย
แค่คิดขึ้นได้ ไป๋ชวนก็รู้สึกเสียวแปลบที่ปลายนิ้ว ก้มลงมอง
ลวดลายสีขาวเทาปรากฏขึ้นบนมือทั้งสองข้างของเขา
พร้อมกับการปรากฏของลวดลาย ไป๋ชวนรู้สึกถึงพลังที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากส่วนลึกของร่างกาย
ในขณะเดียวกัน อารมณ์พลุ่งพล่านรุนแรงก็อบอวลไปทั่วสมองของไป๋ชวน
【ลวดลายอัศจรรย์โบราณ สีเทาดังเหล็ก เกิดระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูก แฝงเร้นไม่ปรากฏให้เห็น】
【ลายปรากฏพลันเกิดพลัง มือเดียวจับเสือได้ ยกขึ้นราวขนหงส์】
เช่นเดียวกับดวงตา มีประโยคสองประโยคลอยขึ้นจากส่วนลึกของสมองไป๋ชวนอีกครั้ง
เขากำหมัดแน่น แล้วลองวางมือลงบนที่วางแขนเก้าอี้ ออกแรงเล็กน้อย
“ปัง”
ที่วางแขนเก้าอี้แตกเป็นหลายชิ้นในมือเขา
ไป๋ชวนตกใจ รีบปล่อยมือ
ซากที่วางแขนตกลงบนพื้น มีเสียงโลหะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
ไป๋ชวน “...”
ไป๋ชวนมองดูซากโลหะในมือ แล้วมองดูมือของตัวเองอีกครั้ง สีหน้าซับซ้อน
เขาไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือร้าย ดูเหมือนเขา... จะมีพลังเหนือมนุษย์ธรรมดา!
ความทรงจำครั้งนั้นช่างประหลาดเกินไป ประหลาดจนเปลี่ยนลวงให้กลายเป็นจริง
ลูกตาบนโต๊ะ พวกตาแก่ในผนัง ดูเหมือนทั้งหมดจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา!
เจ้าของสมุดบันทึกนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงขนาดที่เขาแค่ปลอมตัวเป็น ร่างกายก็เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจบรรยายได้เช่นนี้
เขาคงเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับแล้ว
ในตอนนี้ สิงจื้อกั๋ว เอามือขวาวางบนปืนพกตรงเอว มองไป๋ชวนอย่างตึงเครียด กลัวว่าสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชื่อตรงหน้าจะลุกขึ้นมาอาละวาด แล้วบิดหัวเขามาเตะเป็นลูกบอล
เขาไม่เข้าใจเลย เมื่อก่อนหน้านี้ยังคุยกันดี ๆ อยู่แท้ ๆ ทำไมจู่ ๆ ก็เปลี่ยนสีตา แล้วก็รื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ด้วยมือเปล่าอีก
“ไหนบอกว่าเป็นคนธรรมดาไงล่ะ บอกว่าเหาะเหินแปลงกายเป็นอะไรก็ไม่ได้ พลิกศิลาให้เป็นทองก็ไม่เป็น ตาแบบนี้ดูยังไงก็ไม่ธรรมดานะ...” สิงจื้อกั๋วนินทาในใจ
ดวงตาคู่นี้ของไป๋ชวน เขาไม่กล้ามองนานเลย แค่ชายตามอง ก็รู้สึกเหมือนตาบอดขึ้นมาอย่างทรมานแล้ว
“ท่าน...” สิงจื้อกั๋วสูดลมหายใจลึก กำลังจะพูดอะไร ก็เห็นไป๋ชวนวางมือบนที่วางแขนอีกด้านของเก้าอี้อีกครั้ง
“กร๊อบ”
ที่วางแขนโลหะในมือเขาหักบิดงอราวกับแป้งทอด
ไป๋ชวนก้มลงมองเศษเหล็กในมือ รู้สึกจนใจเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงในร่างกายแบบกะทันหันนี้ทำให้เขาปรับตัวไม่ทัน
แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้น มองไปทางสิงจื้อกั๋ว
สิงจื้อกั๋วก้มลงมองเศษเหล็กในมือไป๋ชวน แล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าไป๋ชวน
เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดวงตาคู่นั้นของไป๋ชวนกลับกลายเป็นดำสนิทอีกครั้ง จ้องสิงจื้อกั๋วเขม็ง
สมองของสิงจื้อกั๋วอื้ออึงไปหมด เขาถอยหลังหนึ่งก้าว
“ผมไม่มีเจตนาร้าย...” สิงจื้อกั๋วรีบยกมือออกจากซองปืนที่เอวทันที
“เอ้อ” ไป๋ชวนกระพริบตาหนึ่งที ดวงตากลับมาเป็นปกติแล้ว
สิงจื้อกั๋วถอนหายใจโล่งอก
ไป๋ชวนกระพริบตาอีกที ดวงตาก็ดำอีกแล้ว
สิงจื้อกั๋วกลั้นใจหายใจไม่ทั่วท้องอีกครั้ง
ไป๋ชวนกระพริบตาอีกที ปกติ
กระพริบอีกที ดำ
ปกติ
ดำ
สีหน้าของสิงจื้อกั๋วเปลี่ยนจากความหวาดกลัวกลายเป็นงุนงง และจากงุนงงกลายเป็นความหงุดหงิดที่พูดไม่ถูก
นี่มึงเล่นเปิดไฟฉุกเฉินรถอยู่หรือไง จะฆ่ากูก็จัดการให้จบ ๆ เลยได้ไหม!