ต่อรถรับส่งเป็นรถทัวร์ แล้วต่อรถทัวร์เป็นรถเมล์ กู้ชิงเดินทางอย่างทุลักทุเลอยู่นานกว่า 7 ชั่วโมง ในที่สุดก็เมารถจนเวียนหัว
อาคารเก่าในชุมชนไม่มีลิฟต์ แถมเธอยังอยู่ชั้นบนสุด ทุกย่างก้าวจึงราวกับกำลังคารวะชีวิต
กุญแจสอดเข้าไปในรูกุญแจ หมุนครึ่งรอบ ก่อนกลอนประตูจะดังคลิกแล้วเปิดออก
ร่างของกู้ชิงแข็งทื่อ เธอนิ่งไปหลายวินาที ก่อนผลักประตูเข้าไป
ลู่เยี่ยนเฉินกำลังนั่งอยู่บนโซฟา เสื้อผ้าลำลองแต่ดูดีขับให้เขาสง่างามและมีเสน่ห์ เป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อได้ยินเสียง ลู่เยี่ยนเฉินก็ลืมตาขึ้น ดวงตาดูเหนื่อยล้าเล็กน้อย เขามองกู้ชิงที่เดินทางมาอย่างอิดโรยด้วยความประหลาดใจ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เธอผอมลงไปมาก
เขาตัดสินใจพักเรื่องห่วงใยเอาไว้ก่อน
แล้วถามเสียงเข้มว่า “ชิงชิง! หลายวันนี้ทำไมถึงปิดเครื่อง คุณไปไหนมา!”
กู้ชิงเหนื่อยมากจริง ๆ ไม่อยากพูดกับเขา ยิ่งไม่อยากเห็นหน้าเขา
เธอเดินผ่านเขา กลับเข้าห้องไปจัดเก็บของสำคัญ ถอดเสื้อคลุม เปลี่ยนรองเท้าแตะ แล้วไปล้างมือและล้างหน้าในห้องน้ำ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ ราวกับผู้ชายในห้องไม่มีตัวตน
ลู่เยี่ยนเฉินทนไม่ได้ที่เธอใช้ความเย็นชาเงียบงันปฏิบัติต่อเขา เพลิงโทสะในอกแทบจะปะทุออกมา
เขาคำรามเสียงต่ำ “กู้ชิง พอได้แล้ว! ฉันไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจ!”
เขากระชากผ้าขนหนูที่กู้ชิงกำลังใช้เช็ดหน้าออกอย่างหยาบคาย ในมือเธอพลันว่างเปล่า เส้นผมข้างขมับแนบติดกับใบหน้า หยดน้ำไหลลงมาไม่ขาดสาย
เขากดไหล่เธอแล้วผลักให้ชิดกำแพง ความเย็นของกระเบื้องซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวกาย
“พูดสิ! เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง!”
กู้ชิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเย็นชา เธอมองชายตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ชายที่เธอรักอย่างไม่ลืมหูลืมตาตลอดหนึ่งปี
