หลังแผ่นหลังของฟางเสี่ยวหลานลับหายเข้าไปในป่า เคอเสี่ยวลิ่วก็ย่อตัวลงบนหิมะ นิ่งอยู่นานไม่ขยับ
“พี่หลิง” เขาเอ่ยขึ้น
หลิงเยว่ไม่ได้เงยหน้า แต่การเคลื่อนไหวของมือช้าลงไปครึ่งจังหวะ
“เรื่องสัมผัสไวของปัญญาชนฟางน่ะ พี่ว่าเธอทำได้ยังไง?”
เคอเสี่ยวลิ่วโยนกระต่ายป่าลงพื้น ก่อนลุกขึ้นปัดหิมะบนเข่าแล้วขยับเข้าไปใกล้หลิงเยว่
“วันนี้ถ้าไม่ได้เธอ อย่าว่าแต่ล่าได้เยอะขนาดนี้เลย แค่เจอหมูป่าตัวนั้นก็ถือว่าโชคดีแล้ว”
หลิงเยว่พลิกหมูป่าอีกด้าน แล้วเริ่มมัดขาหน้าของมัน
“พี่หลิง ฉันถามอะไรหน่อยสิ”
เคอเสี่ยวลิ่วนั่งยอง ๆ ลงแล้วลดเสียงพูด
“ปัญญาชนฟางบอกว่า ‘ไม่ได้ยินอะไรเลย’ พี่คิดว่าเธอไม่ได้ยินจริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน?”
มือของหลิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่งขณะกำลังจับเชือกป่าน
พอเคอเสี่ยวลิ่วเห็นท่าทางนั้นก็เข้าใจทันที
“ฉันก็ว่าแล้ว”
เคอเสี่ยวลิ่วถอนหายใจแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนหิมะ ใช้มือทั้งสองยันพื้นด้านหลัง เงยหน้ามองฟ้า
“เธอบอกว่าไม่ได้ยิน แต่หูก็ไม่ได้หนวกสักหน่อย ตอนที่พวกเราพูดเรื่อง ‘ออกจากฟาร์ม’ กับ ‘ที่บ้านไม่มีอาหาร’ เธอก็เกาะอยู่บนต้นไม้ตรงนั้นแล้ว”
หลิงเยว่ไม่พูดอะไร มัดหมูป่าเสร็จก็ลุกขึ้น
“แล้วพี่หลิงยังให้เธอตามมาทำไม?” เคอเสี่ยวลิ่วเงยหน้ามองเขา
“พี่ไม่กลัวหรือว่า—”
“เธอไม่พูดหรอก” หลิงเยว่ตอบอย่างมั่นใจ
เคอเสี่ยวลิ่วกะพริบตา “แล้วถ้าต่อไป—”
“ก็ไม่พูดเหมือนกัน”
“พี่หลิงมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”
หลิงเยว่ไม่ได้ตอบคำถามนี้
“หน้าไม้ของเธอ เตรียมลูกธนูให้เต็ม” หลิงเยว่พูด
เคอเสี่ยวลิ่วชะงักไป ก่อนหัวเราะร่วนออกมา “ได้เลย พี่หลิง นี่พี่จะดึงปัญญาชนฟางมาเป็นคู่หูประจำหรือไง?”
หลิงเยว่ไม่สนใจเขา
“แล้วเรื่องธัญพืชขัดสีล่ะ?”
เคอเสี่ยวลิ่วถามต่อ “เธอบอกว่าจะเอาแป้งขาวกับข้าวสารมาแลก คิดตามราคาตลาด พวกเราจะแลกให้จริง ๆ เหรอ?”
