ฟางเสี่ยวหลานหันไปมองตามเสียง
มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมตึกพักรวม อายุราวยี่สิบปี ใบหน้าเหลี่ยม คิ้วเข้มตาโต ผิวหน้าหยาบกร้านแดงก่ำเพราะโดนลมจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือพัดจนชิน
เขาสวมเสื้อบุนวมสีเขียวทหาร ก้าวเดินฉับไว ทุกครั้งที่เหยียบลงบนถนนที่ปกคลุมด้วยเศษถ่านก็เกิดเสียงกรอบแกรบ
“ผมชื่ออวี๋เฉิง มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 1964”
เขาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน กวาดตามองรอบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระชับฉับไว
“มาก่อนพวกคุณสองปี วันนี้จะพาเดินดูรอบ ๆ ให้คุ้นกับพื้นที่ของหน่วยผลิตที่ 9”
เมิ่งหยางเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปหา
“สหายอวี๋ สวัสดีครับ! ผมชื่อเมิ่งหยาง มาจากเมืองไห่! คุณมาอยู่ที่นี่สองปีแล้วเหรอ งั้นก็เป็นรุ่นพี่เลยสิ—”
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
อวี๋เฉิงพูดขัด มุมปากขยับเล็กน้อยคล้ายรอยยิ้ม
“ไปกันเถอะ เดินไปคุยไป เวลามีน้อย ช่วงบ่ายยังต้องเรียนการเมืองอีก”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินไปทันที ฝีเท้าเร็วเสียจนคนอื่นตั้งตัวไม่ทัน
เมิ่งหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบเรียกเสิ่นอันให้ตามไป
กู้เวยจวินดึงแขนเสื้อกู้ซือฉีเบา ๆ เป็นเชิงบอกไม่ให้เธอมองซ้ายมองขวา
เจียงเหยี่ยนเดินรั้งท้าย สายตาหยุดอยู่บนแผ่นหลังของอวี๋เฉิงชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เดินตามไปโดยไม่รีบร้อน
ฟางเสี่ยวหลานเดินปะปนอยู่กลางขบวนกับซุนอวิ๋น
อวี๋เฉิงเดินไปพลางแนะนำไปด้วย พูดเร็วราวกับท่องบทบรรยายที่พูดซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน
“หน่วยผลิตที่ 9 ดูแลพื้นที่เพาะปลูกสามแปลง—ทางตะวันออกเป็นแปลงข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิ เพิ่งหว่านเมล็ดเสร็จเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนี้ต้นกล้ายังขึ้นไม่ทั่ว พวกคุณลงแปลงไปเมื่อไร ก็จะเห็นต้นข้าวสาลีเอง
ทางตะวันตกเป็นแปลงข้าวโพด ไถดินเสร็จแล้ว ใส่ปุ๋ยหมักไว้แล้ว รอหว่านเมล็ดช่วงก่อนหรือหลังเทศกาลกู่อวี่
ทางใต้ติดกับป่าเบิร์ชเป็นแปลงผัก มีกะหล่ำปลี หัวไชเท้า มันฝรั่ง เพิ่งงอก ต้นยังอ่อนอยู่ เอาไว้ส่งให้โรงอาหาร”
เขายกมือชี้ไปยังผืนไร่นาสีน้ำตาลเทาผืนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป
“ปีนี้ต้นฤดูใบไม้ผลิมาช้า ดินละลายช้ากว่าปีที่แล้วตั้งสิบกว่าวัน”
อวี๋เฉิงลดมือลง เสียงพูดถูกลมพัดจนฟังขาด ๆ หาย ๆ
