ฟางเสี่ยวหลานมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย ก่อนเอ่ยถามว่า
“คุณรู้ว่าฉันเป็นใคร แต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร”
อีกฝ่ายชะงักไป ก่อนสีหน้าจะเผยความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือเกาท้ายทอย ปลายหูแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย
“จริงด้วย ๆ เป็นผมเองที่สะเพร่า!”
เขาก้าวเข้ามาครึ่งก้าว ท่าทีเป็นมิตรแต่ไม่ได้ล่วงเกิน
“ผมชื่อเคอเสี่ยวลิ่ว อยู่หน่วยลาดตระเวนป่า
คนเมื่อกี้—คนที่คุณเห็นน่ะ คือหัวหน้าทีมของเรา หลิงเยว่ ฉายาซานเตา
ทุกคนเรียกกันแบบนี้จนชินแล้ว เลยแทบไม่มีใครเรียกชื่อจริง”
ฟางเสี่ยวหลานพยักหน้า พลางจดจำชื่อทั้งสองไว้ในใจเงียบ ๆ
เคอเสี่ยวลิ่ว หลิงเยว่
“พวกคุณเก่งมากเลยนะ”
ตอนพูดเช่นนั้น น้ำเสียงของฟางเสี่ยวหลานเจือความประหลาดใจ
“เมื่อกี้หัวหน้าหลิงกระโดดข้ามต้นไม้ ฉันยังตั้งตัวไม่ทันเลย”
“คุณก็คิดว่าเก่งใช่ไหมล่ะ!”
ดวงตาเคอเสี่ยวลิ่วเป็นประกาย ความภูมิใจฉายชัดราวกับคนที่ได้รับคำชมเป็นตัวเขาเอง
“พูดจริง ๆ นะ ครั้งแรกที่ผมเห็นพี่หลิงวิ่งอยู่บนต้นไม้ ผมอ้าปากค้างจนยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง! เขาวิ่งในป่าเหมือนเดินบนพื้นราบ ผมตามยังไงก็ไม่ทัน—”
พูดไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้ รีบโบกมือปฏิเสธ
“แต่ผมไม่มีฝีมือแบบนั้นหรอก! ผมแค่คอยช่วยงาน เฝ้ายาม แล้วก็แบกของเท่านั้น
พี่หลิงน่ะฝีมือจริง โตมากับป่าตั้งแต่เด็ก ในฟาร์มของเราหาคนที่สองไม่ได้แล้ว”
ฟางเสี่ยวหลานมองท่าทางภาคภูมิใจไปกับเขาของเคอเสี่ยวลิ่ว แล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายคล้ายเมิ่งหยางอยู่บ้าง—
เธออยากถามต่ออีกสักหน่อย—แต่ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงนกหวีดแหลมก็บาดผ่านมาจากส่วนลึกของป่า
ไม่ใช่นกหวีดเหล็กแบบที่เจ้าหน้าที่พั่งเป่าเมื่อเช้า
เสียงนี้แหลมและเร่งรีบกว่า คล้ายมีบางอย่างกรีดผ่านอากาศ สั้นสามครั้งยาวหนึ่งครั้ง ก้องสะท้อนไปทั่วป่า
