ฟางเสี่ยวหลานเดินออกมาทางประตูด้านข้างของหอประชุม ก็เห็นรถจี๊ปสีเขียวคันนั้นจอดอยู่ริมถนน
หลิงเยว่เดินห่างจากหอประชุมไปไม่ไกล บาดแผลตรงเอวทำให้ท่วงท่าของเขาแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครู่เขายืนอยู่บนเวทีเกือบสิบนาที ใบหน้าซีดขาวจนแทบไม่มีสีเลือด
ฟางเสี่ยวหลานรีบเดินเข้าไป มือกำลังจะประคองอีกฝ่าย ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นจากริมถนน—
“สหายหลิง!”
เสี่ยวเฉินพุ่งออกมาจากข้างรถจี๊ป วิ่งไม่กี่ก้าวก็ถึงตรงหน้าหลิงเยว่ สีหน้าทั้งร้อนใจทั้งลนลาน
“คะ...คุณออกมาแล้วทำไมไม่บอกกันสักคำ! แผลปริหรือเปล่า รีบขึ้นรถเร็ว!”
เขายื่นมือจะไปประคองแขนหลิงเยว่ แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย
“ไม่เป็นไร”
“ไม่เป็นไรอะไรล่ะ!”
เสี่ยวเฉินขึ้นเสียงสูง
“หัวหน้าพยาบาลบอกแล้วว่าคุณยืนนานไม่ได้! คุณเพิ่งเย็บแผลเสร็จ ยาชายังไม่หมดฤทธิ์ด้วยซ้ำ ยังดึงดันให้ผมพามาโรงเรียนเพื่อหาปัญญาชนฟางอีก—”
“สหายเฉิน”
หลิงเยว่ตัดบท “ผมเดินเองได้”
เสี่ยวเฉินอยากคัดค้าน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยื่นมือไปช่วย เพียงเดินตามติดอยู่ข้าง ๆ มือยกค้างไว้ใกล้แขนหลิงเยว่ราวกับกลัวว่าเขาจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
ฟางเสี่ยวหลานมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกผิดขึ้นมาในใจ—
หลิงเยว่ยอมออกจากโรงพยาบาลมาเป็นพยานให้เธอ ทั้งยังยืนบนเวทีอยู่นานขนาดนั้น ตอนนี้แผลก็ซึมเลือดแล้วแต่ยังฝืนอยู่
จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวฟางเสี่ยวหลาน—ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวการที่หลอกคนออกมาเลยนะ?
ถ้าปล่อยให้เขาเดินไปทั้งอย่างนี้ เธอคงข้ามความรู้สึกผิดในใจไปไม่ได้
ฟางเสี่ยวหลานไม่ลังเล รีบสาวเท้าตามไป แล้วแทรกตัวเข้าไปใต้แขนหลิงเยว่จากด้านข้าง ใช้ตัวเองเป็นไม้ค้ำเดินให้เขา
“คุณ—”
หลิงเยว่ชะงักฝีเท้าทันที
เขาหันหน้าก้มลงมองศีรษะที่ซุกอยู่ในวงแขนของตัวเอง
ศีรษะของฟางเสี่ยวหลานสูงพอดีกับคางเขา ปอยผมข้างหูไล้ลงมาสัมผัสปกเสื้อผ้าฝ้ายจนจั๊กจี้ ทำเอาเขาสะดุ้งวูบ
“คุณทำอะไรน่ะ?”
เสียงของหลิงเยว่ลอดออกมาจากลำคอ ทั้งต่ำทั้งแหบพร่า
“พยุงคุณเดินไง”
ฟางเสี่ยวหลานตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้เงยหน้ามองเขา สายตาจับอยู่ที่รถจี๊ปข้างหน้าแล้ว
