“ปัญญาชนหญิงฟาง! ปัญญาชนหญิงฟาง แย่แล้ว แย่แล้ว!”
ฟางเสี่ยวหลานกำลังย่อตัวตรวจรังผึ้งอยู่หน้าบ้านผึ้ง พอได้ยินเสียงนี้ก็รู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง
เธอลุกขึ้นเปิดประตูรั้วออกไปมอง——
เมิ่งหยางวิ่งขึ้นมาจากทางโค้งบนเขา คอเสื้อบุนวมเอียงไปข้างหนึ่ง ปีกหมวกก็เบี้ยวไปหมด หอบจนแทบพูดไม่ออก
“เมิ่งหยาง? มาทำอะไรที่นี่?” ฟางเสี่ยวหลานแปลกใจไม่น้อย
ถึงจะเป็นช่วงเที่ยงวัน แต่อากาศช่วงนี้หนาวจัด อุณหภูมิคงติดลบหลายสิบองศา วิ่งขึ้นมาจากตีนเขาจนหน้าแดงเถือก
เมิ่งหยางก้มตัวเท้ามือยันเข่า หอบหายใจอยู่หลายครั้งกว่าจะยืดตัวขึ้นได้
“กู้ซือฉีให้ฉันขึ้นมาตามเธอ! ทางสำนักงานหน่วยผลิตเกิดเรื่องแล้ว!”
“เกิดเรื่องอะไร?” ฟางเสี่ยวหลานถามอย่างสงสัย
“ไม่รู้ว่าใครเอาเรื่องที่เมื่อเช้าผู้บังคับกองร้อยโจวแต่งตั้งเธอเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อไปพูดต่อ!”
เมิ่งหยางยกมือไม้ประกอบ
“จ้าวเถี่ยจู้พาคนไปตั้งหลายคน บุกไปโวยวายที่ห้องทำงานผู้บังคับกองร้อย ตอนนี้ปิดทางเข้าออกสำนักงานหน่วยผลิตกันหมดแล้ว เสียงดังจนตึกห้องแถวทั้งตึกได้ยิน!”
“กู้ซือฉีติดอยู่ตรงนั้น ออกมาไม่ได้ เลยให้ฉันรีบขึ้นมาบอกเธอ!”
พอได้ยินข่าวนี้ ใจฟางเสี่ยวหลานก็หนักอึ้ง
“มีกี่คน?”
“น่าจะร้อยกว่าคน รีบลงไปดูกับฉันเถอะ!”
ฟางเสี่ยวหลานแอบสบถในใจ
เรื่องที่เพิ่งตกลงกันในห้องทำงานเมื่อเช้า ยังไม่ทันติดประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ก็แพร่กระจายไปทั่วจนคนพูดกันให้แซ่ด——
คงมีใครเดินผ่านหน้าห้องทำงานแล้วแอบได้ยินเข้า จากคนหนึ่งบอกต่อสิบคน สิบคนบอกต่อร้อยคน แค่ครึ่งวันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตมีคนมารวมตัวเป็นร้อย
ฟางเสี่ยวหลานไม่พูดพร่ำทำเพลง ปิดประตูบ้านผึ้งเตรียมลงเขา
“ได้ ฉันไปดูหน่อย”
หลิงเยว่ได้ยินเรื่องแล้ว เขาเดินออกมาจากห้องด้านตะวันออก ก่อนเอ่ยขึ้นทันทีว่า
“ฉันไปด้วย”
เขาไม่มีทางปล่อยให้เธอลงเขาไปเผชิญหน้ากับคนเป็นร้อยตามลำพัง
ฟางเสี่ยวหลานมองหลิงเยว่แวบหนึ่ง
เธอยอมรับว่าตัวเองดีใจอยู่หน่อย ๆ
หลิงเยว่เดินมายืนข้างเธอ ระยะใกล้จนไหล่แทบชิดกัน
ม่านผ้าบุนวมตรงครัวถูกเปิดออก ช่างกัวโผล่ตัวออกมาครึ่งหนึ่งแล้วถามเสียงห้าว
“เสี่ยวหลาน เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้างล่างมีคนก่อเรื่องค่ะ”
