ฟางเสี่ยวหลานผลักประตูด้านข้างของหอประชุมเข้าไป เสียงพูดคุยถกเถียงด้านในทะลักออกมาราวกับคลื่น ก่อนจะเงียบกริบลงทันทีที่ทุกคนเห็นเงาร่างของเธอ
ฟางเสี่ยวหลานไม่หยุดฝีเท้า
“นั่นเธอ...”
“คนที่โรงแรมรับรองคนนั้น... ที่มีความเกี่ยวข้องกับสายลับ...”
“ชู่! เบาเสียงหน่อย!”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นไม่ขาดสายอยู่ข้างหู
ฟางเสี่ยวหลานไม่หันไปมองใคร เดินตรงไปยังที่นั่งของหน่วยผลิตที่ 9 แล้วนั่งลง
ช่างกัวเดินตามหลังเธอมา ใบหน้าเคร่งขรึมราวกับแผ่นเหล็ก พอทิ้งตัวนั่ง ขาเก้าอี้ก็กระแทกพื้นซีเมนต์ดัง “ตึง”
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา”
ช่างกัวลดเสียงลง พูดลอดไรฟันออกมาสองสามคำ
“อืม”
ฟางเสี่ยวหลานรับคำ พลางแซวตัวเองในใจว่า หลังทะลุมิติมาก็ได้สัมผัสประสบการณ์ดังแบบมีทั้งคนรักคนชังอยู่พักหนึ่ง
เธอยังมีแก่ใจพยักหน้าให้ตัวแทนจากคอมมูนอื่นสองสามคนที่กำลังแอบมองอยู่ข้าง ๆ พวกเขาก็รีบเบือนหน้าหนีทันที
บนเวทีประธานด้านหน้าหอประชุมโรงเรียน ผู้อำนวยการเผิงกำลังพลิกดูเอกสารกำหนดลำดับการกล่าวสุนทรพจน์กองหนึ่ง
ข้างม่านทั้งสองด้านมีชายหนุ่มติดปลอกแขนแดงยืนอยู่ด้านละคน ตัวอักษรสามคำบนปลอกแขนที่ระบุว่า “คณะปฏิวัติ” แดงฉานสะดุดตาเมื่อกระทบแสงไฟ
สายตาของฟางเสี่ยวหลานหยุดอยู่บนชายหนุ่มทั้งสองครู่หนึ่ง—ผู้อำนวยการเหลียงไม่ได้มาด้วยตัวเองหรือ?
ส่งคนมาจับตาดูแทนงั้นเหรอ?
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ประตูใหญ่ของหอประชุมก็ถูกผลักเปิดดัง “เอี๊ยด” มู่เหยียนชวนเดินเข้ามา โดยมีเสี่ยวจ้าวตามหลัง
วันนี้มู่เหยียนชวนสวมเครื่องแบบทหารเต็มยศ ดาวบนบ่าของเขาสะท้อนแสงยามเช้าวูบหนึ่ง
สายตาของเขาทอดผ่านแถวเก้าอี้ยาวหลายสิบแถว ก่อนจะหยุดลงบนใบหน้าของฟางเสี่ยวหลานชั่วครู่
สั้นมาก สั้นจนไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากคนทั้งสอง
ฟางเสี่ยวหลานเห็นเขาพยักหน้าให้เบา ๆ เธอก็พยักหน้าตอบเช่นกัน
มู่เหยียนชวนเดินไปยังที่นั่งแขก ระหว่างผ่านคนจากคณะปฏิวัติทั้งสองคน เขาไม่ได้ชะลอฝีเท้าเลย
“เสี่ยวหลาน...”
ช่างกัวเอื้อมมือมาแตะข้อศอกเธอเบา ๆ พลางบุ้ยคางไปทางซ้ายด้านหน้า
ฟางเสี่ยวหลานมองตามสายตาของเขาไป
