หลินเซี่ยวชวนแค่นเสียงเย็นชาอย่างหนัก น้ำเสียงทุ้มกังวานสั่นสะเทือนไปทั่วลานบ้าน “ยังจะพูดเรื่องดองเป็นญาติกันอีกหรือ ลูกสาวข้าหย่าขาดด้วยดีกับลูกชายเจ้าแล้ว ตั้งแต่วันนั้นสองตระกูลก็ไม่เกี่ยวข้องกันอีก!”
คำพูดประโยคเดียวทำให้ใบหน้าเพ่ยหมานซานแดงก่ำ ยืนมือไม้เกะกะอยู่กับที่ อ้ำอึ้งอยู่นานก็พูดแก้ตัวไม่ออกสักคำ
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านมาที่นี่กะทันหันได้อย่างไรเจ้าคะ” หลินอวี่เหนียวได้ยินเสียงจึงเดินออกมาจากในห้อง เอ่ยถามเบา ๆ
พี่ชายคนโต หลินชิงเอี้ยน มีน้ำเสียงกังวานหนักแน่น เอ่ยอย่างเด็ดขาดว่า “น้องเล็ก อย่ามัวเสียเวลา รีบเก็บข้าวของเถิด พี่ใหญ่จะพาพวกเจ้าสามแม่ลูกกลับบ้าน!”
พี่ชายคนรอง หลินชิงเหย่โกรธจนเส้นเลือดตรงขมับปูดโปน แผลเป็นยาวบนใบหน้ากระตุกตามไม่หยุด เขากัดฟันกรอดแล้วตวาดว่า “ไอ้เพ่ยหยวนจวิ้นนั่นมันหลบอยู่ที่ไหนกัน
วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนมันให้หลาบจำ! กล้ารังแกและย่ำยีน้องสาวข้าถึงเพียงนี้ มันคงเบื่อชีวิตแล้วกระมัง!”
“พี่ใหญ่ พี่รอง ใจเย็นก่อน มีเรื่องอะไรเข้าไปคุยกันในห้องเถิด” หลินอวี่เหนียวก้าวเข้าไปนำทุกคนเข้าเรือนรับรอง
คนตระกูลเพ่ยที่กำลังขนย้ายเครื่องเรือนอยู่ในลานบ้านเห็นครอบครัวฝ่ายภรรยาบุกเข้ามาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ต่างก็หยุดมือทันที
ป้าเจ็ดวางโต๊ะลงอย่างกระอักกระอ่วน พลางยิ้มประจบว่า “หมานซาน บ้านเจ้ามีแขกคนสำคัญ พวกเราขอกลับก่อน ไว้ค่ำ ๆ ค่อยมาใหม่” กล่าวจบก็พาคนในตระกูลรีบเอ่ยลาแล้วจากไป
เมื่อประตูรั้วปิดลงและคนนอกพากันเดินห่างออกไปหมด หลินเซี่ยวชวนจึงถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าเพิ่งรีบกลับจากต่างถิ่นมาถึงอำเภอ ก็ได้ยินว่าเพ่ยหยวนจวิ้นยังมีชีวิตและกลับบ้านมาแล้ว แถมยังหย่าขาดกับเจ้า ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
