“ตอนนั้นแม่สามีมองเด็กไปพลางส่ายหน้าไปพลาง พึมพำอะไรบางอย่างอยู่ ฉันฟังไม่ชัดแล้วก็หลับไป”
“พอฉันตื่นขึ้นมา เด็กก็ไม่อยู่ข้าง ๆ แล้ว แม่สามีบอกว่าเด็กสุขภาพไม่ค่อยดี เลยส่งไปโรงพยาบาลรักษา”
“ฉันถามแม่สามีว่าลูกป่วยเป็นอะไร แม่สามีก็อึกอักตอบไม่ได้ว่าป่วยเป็นอะไร พ่อสามีเลยบอกว่าพวกเขาไม่มีความรู้ ฟังคำที่หมอพูดแล้วไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร รู้แค่ว่าลูกป่วย ต้องนอนโรงพยาบาลรักษา”
“ช่วงสองสามวันนั้นสามีฉันก็ไม่อยู่บ้าน พวกเขาบอกว่าสามีไปเฝ้าลูกที่โรงพยาบาล พ่อแม่สามีก็เข้าเมืองไปบ่อย ๆ บอกว่าจะไปเยี่ยมหลานที่โรงพยาบาล ที่บ้านจึงมักไม่มีใครอยู่ แม้แต่ตอนอยู่ไฟ ฉันก็ต้องลุกจากเตียงมาทำอาหารกินเองบ่อย ๆ”
“ระหว่างอยู่ไฟ พวกเขาอ้างว่าฉันออกจากห้องไม่ได้ คอยขวางไม่ให้ฉันไปโรงพยาบาลดูลูก จนกระทั่งฉันพ้นช่วงอยู่ไฟและอยากไปโรงพยาบาล พวกเขาถึงพาเด็กกลับมา บอกว่าเด็กออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
“ตอนนั้นพอฉันเห็นเด็ก ก็รู้สึกแปลกใจ เด็กอายุครบเดือนแล้วแท้ ๆ แต่กลับผอมจนตัวเหี่ยวย่น ฉันเลยถามสามีว่าเด็กอายุเดือนหนึ่งแล้ว ทำไมยังดูเหมือนไม่โตเลย สามีบอกว่าการป่วยและนอนโรงพยาบาลทำให้ร่างกายเด็กทรุดโทรม เด็กถึงได้ผอมมาก ผ่านไปเดือนหนึ่งไม่เพียงไม่อ้วนขึ้น แต่กลับผอมลงกว่าเดิม”
“ฉันฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็อธิบายความรู้สึกนั้นไม่ถูก ตอนให้นมลูก ฉันเอาแต่จ้องมองเด็ก ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้เหมือนไม่ใช่ลูกที่ฉันคลอดออกมา”
“พอลูกอายุครบหนึ่งร้อยวัน ฉันก็แอบเล่าให้คนทางบ้านแม่ฟัง แต่ทุกคนบอกว่าฉันคลอดลูกจนสมองเลอะเลือน ให้เลิกคิดฟุ้งซ่าน พวกเขาบอกว่าคงเป็นเพราะหลังคลอด ลูกยังไม่ทันได้ใกล้ชิดกับฉันที่เป็นแม่ก็ถูกส่งไปโรงพยาบาลเสียก่อน ผ่านไปเดือนหนึ่งถึงได้กลับมา ฉันเลยรู้สึกว่าลูกเป็นคนแปลกหน้า ไม่ได้ใกล้ชิดกันเหมือนแม่ลูกคู่อื่น”
