ระหว่างทางกลับ หลินชิงผิงยื่นมือไปทางกู้จวินเฉิง
“อะไร” กู้จวินเฉิงมองมือเรียวเล็กตรงหน้านี้ไม่เข้าใจ
“ซองแดงนั่นล่ะ” หลินชิงผิงถามด้วยสีหน้าเย็นชา
กู้จวินเฉิงพูดอะไรไม่ออก เพราะซองแดงตอนที่เขากลับก็ได้ยื่นให้แม่ยายไปแล้ว มีเงินอยู่ข้างใน 80 หยวน
“ส่งมา!” หลินชิงผิงทำหน้าเคร่ง
กู้จวินเฉิงส่งให้ไม่ได้แล้ว...
“ฉันหมายถึง เงินทั้งหมดที่มีในตัว และสมุดเงินเดือน!” ความจริง ชาติก่อนกู้จวินเฉิงก็เคยให้แล้ว ตอนที่กลับเข้าหน่วยหลังจากเยี่ยมบ้านคราวนี้ เขาได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้เธอ
พอได้ยินว่าให้ของพวกนี้ กู้จวินเฉิงก็ล้วงกระเป๋าทันที วางเงินในตัวทั้งหมดไว้ในมือเธอ “สมุดอยู่ที่บ้าน ไม่ได้เอามา”
“อื้อ กลับไปค่อยให้ฉัน” หลินชิงผิงเก็บเงินไว้ “กู้จวินเฉิง ฉันจะตั้งกฎสามข้อกับคุณ”
กู้จวินเฉิงมองนางด้วยความประหลาดใจ
“คุณอยู่แต่ในกองทัพเป็นประจำ ครอบครัวนี้ก็ต้องให้ฉันคอยค้ำจุน คุณยังมีจื้อหย่วนที่ต้องเลี้ยง ค่าใช้จ่ายมหาศาล ดังนั้น เรื่องในบ้าน ต้องฟังฉันทุกอย่าง! คุณจะทำตามอำเภอใจไม่ได้! ทุกครั้งที่จะใช้เงินสักเฟิน ต้องผ่านการอนุญาตจากฉัน!”
เมื่อเห็นกู้จวินเฉิงยังคงเงียบ หลินชิงผิงเลิกคิ้วสวยขึ้น “คุณตกลงหรือไม่”
“ตกลง” กู้จวินเฉิงตราบใดที่พูด ก็มักจะเด็ดขาดเฉียบขาดเช่นนี้เสมอ
หลินชิงผิงพอใจแล้ว “ได้ กลับบ้านเถอะ”
กู้จวินเฉิงถอนใจโล่งอย่างเห็นได้ชัด นี่คือไม่ซักเรื่องซองแดงแล้วใช่ไหม
แต่ การถอนใจนี่ ยังโล่งเร็วไปหน่อย
กู้จวินเฉิงแต่งเมียเจ้าอารมณ์ นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้
ถึงแม้หลินชิงผิงจะกลับมาเกิดใหม่ นิสัย “เจ้าเล่ห์” นี่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแล้ว เดินไปได้ไม่กี่ก้าว นางก็เริ่มงอแงอีก
นางเดินไปช้า ๆ อยู่ด้านหลังกู้จวินเฉิง จ้องเขม็งไปที่กู้จวินเฉิงซึ่งเดินไปไกลแล้ว
พอกู้จวินเฉิงพบว่าคนหายไปอีกแล้ว เขาก็ยืนรอที่เดิมอย่างเช่นตอนมา แต่หลินชิงผิงไม่ได้เดินตามไปเหมือนก่อนหน้า ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่
กู้จวินเฉิงจำต้องเดินย้อนกลับมา
หลินชิงผิงมองคนร่างสูงโปร่งที่เดินมาทางตน ใจเต้นระรัว
เขาหน้าตาดีจริง ๆ เลย!
โครงหน้าได้รูปหล่อเหลาลึก โครงหน้าคมชัดแข็งแกร่ง นางช่างมีตาหามีแววไม่แต่ชาติก่อน ชอบแต่พวกชายหนุ่มหน้าขาว...
“เป็นอะไร” เขายืนตรงหน้านางถาม
นางมีน้ำตาคลอเบ้า ยู่ปาก “เจ็บแขน เดินไม่ไหวแล้ว...”
ทั้งยังชี้ให้ดูบริเวณแขนที่ทายาแดงไว้
กู้จวินเฉิง: ...
เจ็บแขนกับเดินไม่ไหวมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลอะไรกัน เขาก็ไม่เข้าใจนัก แต่ก็ต้องกัดฟันรับมือ!
“งั้น... ผมเดินช้าลง” นี่คือวิธีแก้ทางเดียวที่เขาคิดออก
“เดินไม่ได้!” หลินชิงผิงลากเสียงยาวพลางกระทืบเท้า ตายังคงปรือมองเขา
“งั้น...” เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
“คุณแบกฉันสิ!”
กู้จวินเฉิงชะงักค้าง
“ไม่งั้น จะอุ้มก็ได้!”
กู้จวินเฉิงลังเลครู่หนึ่ง ในที่สุดในระหว่างแบกกับอุ้ม ก็เลือกแบก
หลินชิงผิงได้นอนพาดบนหลังเขาสมใจ สัมผัสแผ่นหลังอันแข็งแกร่งของเขา หลินชิงผิงก็อดไม่ได้ที่จะซบศีรษะลงบนไหล่เขา
นางสัมผัสได้ว่ากู้จวินเฉิงกำลังหลีกหนีนาง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเพราะอะไร
บางที อาจเป็นเพราะตอนแรกที่นางแต่งกับเขา นางแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน...
แต่ไม่เป็นไร ที่นางเกิดใหม่มา ก็เพื่อกอบกู้
นางซบอยู่บนไหล่เขา มองเห็นไรหนวดสีเขียวบนแก้มเขา ไรผมที่ตัดอย่างเรียบร้อย และติ่งหูเขา... ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นางอดไม่ได้ที่จะเป่าลมใส่ติ่งหูเขาเบา ๆ
แล้ว ก็เห็นติ่งหูเขาแดงซ่านขึ้นมาในพริบตา
“อย่ามายุ่ง!” เสียงตวาดที่เฉียบขาดออกคำสั่ง
แต่ไม่ได้ทำให้หลินชิงผิงกลัวเลย ตรงกันข้าม นางกลับหัวเราะออกมาบนหลังเขา
เขาก็แบกนางอย่างนี้เรื่อยมาจนถึงในหมู่บ้าน ถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็เจอป้าชุนเพื่อนบ้าน มองพวกเขามาแต่ไกลก็ร้องทัก “จวินเฉิง พวกเจ้าไปดูเร็ว พวกเจ้าจื้อหย่วนทะเลาะกับคนอื่นแล้ว! ห้ามก็ไม่ยอมหยุด!”
พอมองอีกที เห็นท่าทางของทั้งสอง ก็ชะงักพูดไม่ออก ทำท่าอยากดูก็เหมือนไม่กล้าดู
กู้จวินเฉิงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ใจอยู่ที่เด็กคนนั้นแล้ว พอฟังจบ ก็วางหลินชิงผิงลงแล้ววิ่งไป
หลินชิงผิงก็รีบตามไปติด ๆ
ทะเลาะวิวาท...
ชาติก่อนจื้อหย่วนก็ล้มคว่ำกับสองคำนี้
เด็กคนนี้ฉลาดมาก แต่ในยุคที่คนชนบทยังไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาขนาดนั้น เขาก็ไม่ได้เรียนหนังสือกี่ปี หลังจากกู้จวินเฉิงสละชีพแล้ว พ่อแม่สามีแก่ลงไปสิบปี หมดเรี่ยวแรงจะควบคุมเขา เขาจึงคบเพื่อนกลุ่มใหญ่ เป็นคนเลือดร้อนรักพี่น้อง ชอบออกหน้าแทนเพื่อน ภายหลังก็ก่อเรื่องขึ้นจนได้ ทำให้คนเจ็บสาหัส ตัวเขาเองก็เข้าคุก...
แต่นั่นเป็นเรื่องภายหลังแล้ว จื้อหย่วนในช่วงนี้น่าจะว่านอนสอนง่ายดี เกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้เขามาทะเลาะวิวาทตอนนี้
หลินชิงผิงร้อนใจดั่งถูกเผา วิ่งไปจนถึงแม่น้ำสายเล็ก ก็เห็นจื้อหย่วนกับไอ้อ้วนในหมู่บ้านกำลังต่อยตีกันอยู่ ผู้ใหญ่หลายคนห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเลิก
จื้อหย่วนตอนนี้อายุเพิ่งห้าขวบ ผอมลีบ ตัวเล็กกว่าไอ้อ้วนครึ่งหนึ่ง แต่คนที่ร้องโหยหวนกลับเป็นไอ้อ้วน
เมื่อเข้าไปใกล้จึงพบว่า จื้อหย่วนกัดไหล่ไอ้อ้วนแน่น ไม่ว่าผู้ใหญ่จะดึงอย่างไร ก็ยอมปล่อย ตายก็ไม่ปล่อย ส่วนไอ้อ้วนเพราะถูกผู้ใหญ่กระชาก ยิ่งดึงยิ่งเจ็บ เลยร้องไห้ลั่น
“หลี่จื้อหย่วน!” กู้จวินเฉิงเดินเข้าไป เปล่งเสียงตวาดเย็นชากังวาน
จื้อหย่วนปล่อยทันที ท่ามกลางเสียงโหยหวนของไอ้อ้วนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน ถูกกู้จวินเฉิงจับหิ้วกลับบ้าน
นิสัยของหลี่จื้อหย่วน ในกระดูกแข็งกร้าวมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ถึงขั้นก่อเรื่องใหญ่โตภายหลัง ตอนนี้ตัวเองก็ถูกตะครุบจนเต็มไปด้วยรอยเล็บ แต่ก็กัดฟันแน่น ไม่ยอมบอกว่าทำไมถึงทะเลาะกัน
กู้จวินเฉิงลงโทษให้เขาไปยืนอยู่ที่มุมกำแพงสำนึกผิด
จื้อหย่วนไม่ปริปากสักคำ ไปยืนอยู่ในห้องตัวเองแต่โดยดี ก็ไม่พูดอะไรเลย
ยืนได้ไม่นาน เลขาหมู่บ้านก็มาตามกู้จวินเฉิง เพื่อเรื่องสร้างเขื่อนใหญ่ในหมู่บ้าน เชิญเขาไปหารือ
กู้จวินเฉิงไปแล้ว หลินชิงผิงก็ลองคุยกับจื้อหย่วน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับจื้อหย่วนก่อนหน้านี้ก็ไม่ดี ต่างคนต่างไม่สนใจกัน ครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น ก็ต้องพยายามหน่อย ทุกอย่างย่อมต้องเริ่มต้น ใช่ไหม
หลินชิงผิงยกนมร้อนที่ชงเตรียมไว้หนึ่งถ้วยไป ยื่นให้เขา
จื้อหย่วนมองแวบหนึ่ง หันหน้ากลับไป ไม่ปริปาก
“เด็ก ๆ ดื่มนมผงดีนะ จะได้ตัวสูง ลูกไม่อยากสูงขึ้นหรอ สูงกว่าไอ้อ้วน” หลินชิงผิงแตะขอบถ้วยแนบริมฝีปากเขา
จื้อหย่วนลังเลอยู่นาน แล้วก็ดื่มจนหมดในรวดเดียว
หลินชิงผิงยิ้มบาง ๆ “ดีมาก ต่อไป ทุกวันต้องดื่มนะ รู้ไหม ตอนฉันไม่อยู่ ก็ชงเอง”
จื้อหย่วนไม่รู้ทำไม จู่ ๆ ก็ตาแดง แต่เด็กคนนี้หยิ่งในศักดิ์ศรีมาก เบือนหน้าหลบตาที่แดงก่ำไว้
“เป็นอะไร” หลินชิงผิงถามอย่างอ่อนโยนที่สุดที่จะทำได้
“ข้า... ข้าจะไปจากที่นี่แล้ว เจ้าไม่ต้องทำอย่างนี้” แม้จะดื้อรั้นเพียงใด ถึงจะเป็นเด็ก ก็อยากจะอดกลั้น แต่พอพูดถึงตรงนี้ น้ำตาก็ไหลรินลงมาเป็นสาย ๆ
หลินชิงผิงไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนี้ ทำไมจู่ ๆ ก็จะไป เพิ่งจะถามต่อ ก็มีเสียงอึกทึกดังมาจากข้างนอก