“ไม่…” ถึงจะเจ็บก็ต้องกัดฟันโกหก!
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ
ไม่รู้ว่าเขาไปเอาน้ำยาสีแดงกับสำลีมาจากไหน ประคองมือเธอแล้วทายาให้ทั่วแผลอย่างละเอียด
น้ำยาเย็นเฉียบ กระตุ้นให้แผลเจ็บแปลบ เจ็บจริง ๆ…
เธอเจ็บจนเม้มริมฝีปากแน่น หน้าหดเหี่ยวเป็นปม แต่ก็ไม่ยอมร้อง
เขาชำเลืองมองเธอเรียบ ๆ “หามาเอง”
พูดจบก็ปล่อยมือเธอ เก็บน้ำยากับของพวกนั้น เตรียมจะเปิดประตู
เห็นท่าเขาจะออกไปอีกแล้ว เธอร้อนใจจนร้องเสียงดัง “จะไปไหนน่ะ”
เขาถูกเธอตะโกนใส่จนชะงัก หันกลับมา
“นายคิดถึงฉันบ้างไหม ไม่ยอมนอนห้องเดียวกับฉัน แม่นายรู้เข้า ท่านจะว่าฉันยังไง” เธอโพล่งเสียงกร้าว
“แม่ไม่…”
“ต่อหน้าลูกท่านก็ไม่หรอก แต่พอนายไปแล้วล่ะ” เธอทำหน้าง้ำ “ไม่สนแล้ว! วันนี้นายลองก้าวออกจากประตูนี้ดูสิ”
ดูท่าเขาจะอึดอัดอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เดินออกไป ได้แต่เปิดตู้หยิบผ้าห่มมาปูที่นอนบนพื้น แล้วล้มตัวลงนอนเงียบ ๆ
ค่ำคืนเงียบงันราวกับความตาย
เงียบจนเธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นระรัว ตึกตัก ตึกตัก…
เธอรู้สึกว่า เธอไม่อยากทนต่อไปแบบนี้แล้ว!
เธอกดทับหน้าอกที่เต้นแรง หลุดเสียงร้องเบา ๆ ทีหนึ่ง กระโดดลงจากเตียง พุ่งไปที่เตียงบนพื้นของเขา แล้วก็แทรกตัวลงไปนอนเบียดแนบข้างเขาจนได้
เขาผุดลุกนั่ง ในความมืด แววตาวาววับดุจสัตว์ป่าที่ระแวงพร้อมจู่โจม “ทำอะไรน่ะ”
น้ำเสียงเหมือนกำลังสอบสวน ราวกับเธอทำเรื่องผิดร้ายแรง
เธอสั่นไปทั้งตัว แต่สมองกลิ้งติ้ว ชี้ไปที่เตียงตัวเอง “มี… มีหนู…”
เขาลุกไปเปิดไฟ พลิกผ้าห่มบนเตียงเธอหาอยู่พักใหญ่ หันกลับมาถามด้วยสีหน้าเย็นชา “ไหนหนู”
หุ่นสูงตระหง่านดั่งหอคอยเหล็ก สายตาเฉียบคมจ้องเขม็ง เธอทนอยู่ใต้อำนาจกดดันนั้นได้แค่พึมพำเบา ๆ “มีจริง… ตอนนี้… คงหนีไปแล้ว…”
เขาก็เลยนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่พูดอะไร
เธอเลยหลับตาลงเสีย “นายไม่พูด ฉันก็ไม่พูด”
สุดท้ายเขาเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “ตอนนี้ไม่มีแล้ว กลับมานอนเตียงตัวเอง”
“อะ… อือ…” หลินชิงผิงลุกจากฟูกของเขาอย่างอุกอัก นั่งลงที่เตียงตัวเอง มองเขาปิดไฟ มองเขานอนลงที่ฟูกอีกครั้ง
เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ทีหนึ่ง แล้วพุ่งเข้าใส่เขาอีก ฉับไวและคล่องแคล่วแล้วก็เข้าไปนอนเบียดแนบข้างเขาอีก
“เป็นอะไรอีกแล้ว” เสียงเขาดังกังวานขึ้นในความมืด
เธอฟังออกว่าเขาเริ่มหงุดหงิด แต่แล้วจะทำไม เธอขยับแนบชิดกว่าเดิม เบียดตัวชิดเขาแน่นขนัด “ก็… ยังกลัวอยู่นี่นา เกิดหนูมันกลับมาอีกล่ะ”
กู้จวินเฉิง: …
“ตามใจ” เขาตอบเสียงเย็นชาทีหนึ่ง นับเป็นอันจบบทสนทนาคืนนี้ แล้วนอนนิ่งไม่ไหวติง ดูเหมือนไม่อยากจะสนใจเธออีกแล้ว
เธอแนบชิดเขา หลับตาลง มุมปากโค้งยกเป็นเส้นโค้ง
ตัวเขาร้อนมากจริง ๆ หน้าร้อนปานนี้ เธอแนบชิดเขาเหมือนนอนกอดเตาไฟ แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะขยับหนี
ทว่า ในความมืด เขากลับเอ่ยปากขึ้นมากะทันหัน
“ครั้งนี้ฉันพอดีมีวันหยุดสองสามวัน เราหาเวลาสักวัน ไปหย่าเถอะ”
หลินชิงผิง: ???
หมายความว่าไง จะหย่า !? ชาติที่แล้วไม่มีเรื่องนี้เลยนี่
เธอเด้งตัวนั่งพรวด สบตากับเขาในความมืด หน้าเครียดระเบิดอารมณ์ “กู้จวินเฉิง นายมันได้ใจชะมัด”
กู้จวินเฉิงถูกเธอด่าเอางง
หลินชิงผิงหน้าแดงด้วยความโกรธ “ฉันแต่งงานกับนายแล้วนะ! งานแต่งก็จัดใหญ่โต ชาวบ้านแถบนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าฉันเป็นเมียกู้จวินเฉิง เพิ่งแต่งกันได้ไม่นาน นายจะมาหย่ากับฉัน! แล้วจะให้ฉันใช้ชีวิตยังไงต่อไปล่ะ”
กู้จวินเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วว่า “ฉัน… พูดกับคนอื่นได้ ว่าเป็นเรื่องของฉัน ฉันเป็นคนไม่ดีเอง”
“แล้วยังไง จะโดนนินทาก็ยังเป็นฉันอยู่ดี ฉันเป็นสาวโสดบริสุทธิ์ดี ๆ อยู่ ๆ ก็จะกลายเป็นคนผ่านการหย่า แล้วฉันจะไปมีผัวอีกได้มั้ย ใครจะเอาใครจะคบ ผู้คนเขาจะพูดยังไง โดยเฉพาะนายเป็นทหาร” หลินชิงผิงโต้ไม่ยั้ง
กู้จวินเฉิงถึงกับพูดไม่ออก
“ไม่สนแล้ว! ยังไงฉันก็แต่งกับนายแล้ว นายต้องรับผิดชอบกับฉัน! นายแทบไม่ได้อยู่บ้านทั้งปี นายติดค้างฉันแค่ไหนน่ะไม่รู้ตัวบ้างรึไง ยังจะมาขอหย่า กู้จวินเฉิงฉันขอบอกไว้เลยนะ เรื่องระหว่างเราสองคน มีแต่ฉันเท่านั้นที่จะขอหย่าได้ นายอย่าหวังจะมาขอ” หลินชิงผิงพูดจบก็ล้มตัวลงนอน หันหลังให้กู้จวินเฉิง
ฟังความเงียบของคนข้างหลัง หลินชิงผิงก็รู้ตัวว่าเธอไร้เหตุผลเอามาก ๆ แต่ถ้าไม่ทำงี้ แล้วจะทำให้เขาล้มเลิกความคิดหย่าได้ยังไง
หึ! กู้จวินเฉิง ดีนักนะนาย! ถึงกับขอหย่า! ชาติที่แล้วไม่มีทางหรอก
จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น หลินชิงผิงก็ยังทำหน้าบึ้ง
ตอนกินข้าวเช้า บรรยากาศในบ้านกู้ตึงเครียดทั้งบ้าน แม้ว่าข้าวเช้าวันนี้จะดี เพราะกู้จวินเฉิงกลับมา ทุกคนเลยได้ไข่ไก่เพิ่มคนละฟอง แต่ก็ไม่มีใครกินอร่อย
กระทั่งพ่อผัวแม่ผัวของหลินชิงผิงก็ยังไม่กล้าส่งเสียงสักเท่าไหร่ ก็เพราะลูกสะใภ้คนนี้เข้าบ้านมาครึ่งปี อาละวาดทำลายข้าวของ เรื่องมากสารพัด อารมณ์ร้ายจนไม่มีใครกล้ายุ่ง
ยังมีอีกคนที่กินข้าวเงียบ ๆ คือ หลี่จื้อหย่วน
หลี่จื้อหย่วนก็คือลูกชายของกู้จวินเฉิง
แต่ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ เป็นลูกของเพื่อนทหารของกู้จวินเฉิง เพื่อนเสียสละชีวิตไปแล้ว ลูกไม่มีใครดูแล กู้จวินเฉิงเลยพากลับมาเลี้ยง
ตอนนี้น่าจะห้าขวบ มาเกือบปีแล้ว
เพราะเด็กคนนี้ คู่หมั้นอดีตเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเขาแต่วัยเด็กของกู้จวินเฉิงก็เลยพังทลาย ทางบ้านกู้เลยโมโห ยอม “จ่ายแพง” แต่งเธอเข้าบ้าน
หลี่จื้อหย่วนคงรู้ตัวว่าเป็น “ภาระ” ของกู้จวินเฉิงหรือแม้แต่บ้านกู้ ดังนั้นที่บ้านกู้จึงคอยระวังตัวอย่างยิ่ง เงียบกริบ แทบไม่มีเสียง ราวกับไม่มีตัวตน
ชาติที่แล้ว หลินชิงผิงรังเกียจเด็กคนนี้มาก แทบไม่เคยมีวันไหนให้หน้า นมผง อาหารบำรุง เสื้อผ้ารองเท้าผู้ชายที่กู้จวินเฉิงส่งกลับมา ส่วนใหญ่เธอก็ขนไปบ้านเกิดตัวเอง เด็กคนนี้เลยใส่เสื้อผ้าไม่พอดีตัวเติบโตมา
แต่กลับเป็นเด็กคนนี้ ในช่วงสุดท้ายก่อนเธอตายด้วยโรค มาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล ต้มน้ำแกงร้อน ๆ มาให้ แถมยังให้เงินเธอด้วย เรียกเธอว่า… แม่
แต่แค่เงินนิดหน่อยนี่ สุดท้ายก็ไปอยู่ในกระเป๋าหลานชาย!
หลินชิงผิงมองจื้อหย่วนที่ผอมแห้ง ใจห่อเหี่ยวขึ้นมา เอาไข่ในชามของตัวเองให้เขา
แค่ท่าทางแค่นี้ ก็แทบทำให้จื้อหย่วนทำชามหล่นแตก
คนอื่น ๆ ก็มองเธอเป็นตาเดียว นี่มันผิดปกติมาก เมื่อก่อนเธอเคยอ่อนข้อให้ใคร ที่ไหนอร่อยเธอกินก่อน ของดี ๆ ก็ขนไปบ้านเกิด เคารพผู้เฒ่าเมตตาเด็กอะไรน่ะ สำหรับเธอไม่มี
หลินชิงผิงเองก็รู้สึกว่าตัวเองทำแปลกไป กระแอมไอทีหนึ่ง “แน่นอก ไม่อยากกิน”
จื้อหย่วนก้มหน้างุด ค่อย ๆ เขี่ยกินไข่ฟองนั้น ไม่รู้ว่าไม่กล้ากิน หรือเสียดายไม่อยากกิน…
“จริงสิ จวินเฉิง วันแต่งพวกเจ้า เจ้าไปรีบร้อน ไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อตาแม่ยายกันเลย เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ เจ้าไปส่งผิงจื่อที่บ้านเกิดหน่อย” แม่ผัวหลิวเฟินมองสีหน้าหลินชิงผิง น้ำเสียงมีเจตนาผ่อนคลายบรรยากาศ