“อวี้อวี้ เรือนของสามีเธอปลูกดอกไม้ใบหญ้าหายากไว้เยอะแยะเลยนะ
ไม่ต้องรีบร้อนหรอก เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันไปทั้งชีวิต ถึงตอนนั้นค่อยให้เธอไปเก็บดอกไม้พวกนั้นก็ได้”
ระบบของถังอวี้ไม่มีภารกิจเร่งด่วนอะไร
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เพราะต้องไว้ทุกข์ ถังอวี้จึงไม่ได้ออกจากบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นางเก็บดอกไม้ใบหญ้าในเรือนของตัวเอง จนเก็บหมดตั้งนานแล้ว แต่ระบบก็ไม่เร่งรัดอะไร
เรียกได้ว่าเป็นระบบที่ปล่อยตัวตามสบายสุด ๆ
ถังอวี้จึงเข้าใจแจ่มแจ้ง งานน่ะ ใครอยากทำก็ทำไป อย่างไรเสียถ้าว่างเมื่อไรก็ค่อยทำสักหน่อยก็พอ
ชีวิตแบบนี้เหมาะกับนางเสียยิ่งกว่าอะไร
นอกเหนือจากช่วงหลายปีที่ต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานและอันตรายในวันสิ้นโลก โดยพื้นฐานแล้วถังอวี้เป็นคนเฉื่อยชาและรักความสบายอย่างยิ่ง
ถ้าต้องให้ทำงานวุ่นวายทุกวัน เอาแต่ทำโน่นทำนี่ คงเหมือนจะเอาชีวิตนางไปเสียมากกว่า
เมื่อหยวนเซิ่นกลับมาในช่วงพลบค่ำ เขาก็เห็นภรรยาคนใหม่กำลังนั่งเหม่ออยู่ข้างเตียง
แสงตะเกียงสลัวส่องลงบนใบหน้าของหญิงสาว เครื่องหน้าที่ปรากฏเลือนรางชวนให้เกิดความงามพร่าเลือน ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งของหยวนเซิ่นกลับปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง
ดูเหมือนทุกครั้งที่เห็นภรรยาคนใหม่ เขามักรู้สึกอยากเข้าไปใกล้ชิดนางขึ้นอีกก้าว
ใบหน้างามราวบุปผานั้นไม่ควรเอาแต่นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น แต่ควรหันมายิ้มสดใสให้เขาต่างหาก
“ฮูหยินกำลังคิดอะไรอยู่หรือ? ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ฮูหยินไม่หิวหรือ?”
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มทำให้ถังอวี้ได้สติขึ้นมาทันที
นางเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นสามีที่เพิ่งแต่งงานกันยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาดำสนิทคู่นั้นกำลังมองนางอย่างอ่อนโยน
ชายหนุ่มมีสันจมูกโด่ง รูปร่างสูงโปร่ง
เมื่อสวมอาภรณ์สีเขียวแล้วยิ่งดูสง่างาม ประกอบกับปิ่นหยกบนศีรษะ ทำให้เขาดูราวกับคุณชายผู้สุภาพอ่อนโยน
แต่ถังอวี้กลับรู้สึกว่านิสัยของสามีไม่ได้อ่อนโยนดุจหยกอย่างที่เห็น
“ท่านพี่ ข้ารอท่านกลับมาทานอาหารเย็นด้วยกันอยู่น่ะ”
ใบหน้าที่เงยขึ้นเล็กน้อย ดวงตาบริสุทธิ์เผยแววอ่อนโยนและเป็นมิตร ทุกครั้งที่ถังอวี้มองใคร นางมักดูอบอุ่นอ่อนโยนเสมอ
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เพราะนิสัยแท้จริงของนางเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ตอนที่ยังอ่อนแอในวันสิ้นโลก นางถูกบีบให้ต้องเอาใจคนอื่น
มันกลายเป็นสัญชาตญาณของนางไปแล้ว จนแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าความอ่อนโยนนั้นยังมีความจริงใจเหลืออยู่สักกี่ส่วน
มือที่หยวนเซิ่นใช้จับพัดพลันเกร็งแน่นขึ้น ในใจจู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมา ราวกับภรรยาของเขาเพียงแค่เคยชินกับการยิ้ม ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้เห็นเขา
ทั้งสองมีอายุห่างกันถึงสิบปี อีกทั้งหยวนเซิ่นเคยผิดหวังในความรักมาแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนนี้เขาไม่หยิ่งยโสเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ อีกต่อไป และไม่พูดจาเหน็บแนมทำร้ายคนอื่น
หลังผ่านการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักมาหลายปี เขาก็มีความอดทนต่อผู้คนอย่างผิดปกติ
ภรรยาคนนี้ดูจะไม่เหมือนที่เขาจินตนาการไว้ ทว่าเขากลับรู้สึกชอบนางมาก
เขาชอบควบคุมชีวิตของตัวเอง แต่กลับอดถูกดึงดูดด้วยเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ในชีวิตอยู่เสมอ
หยวนเซิ่นยกมุมปากยิ้ม ก่อนก้าวเข้าไปจับมือภรรยา
“เป็นความผิดของข้าเองที่ปล่อยให้ฮูหยินต้องหิวรออยู่ บ่าวเตรียมอาหารชั้นดีไว้แล้ว ออกไปกินด้วยกันเถิด”
ถังอวี้ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะถูกอีกฝ่ายจูงมือออกไปกินอาหารด้านนอก
ที่จริงนางไม่ได้สนใจอาหารในยุคนี้มากนัก
เพราะขาดแคลนทั้งอาหารและเครื่องปรุง ตลอดสามปีที่ผ่านมาซึ่งนางต้องไว้ทุกข์ ถังอวี้จึงรู้สึกว่าอาหารทุกอย่างก็ธรรมดา ไม่สู้ดูดซับพลังจากพืชเสียยังดีกว่า
ดังนั้นนางจึงไม่ค่อยกระตือรือร้นหรือรู้สึกสนใจเวลาอาหาร
ทั้งสองกินมื้อเย็นกันอย่างเงียบ ๆ หยวนเซิ่นสังเกตได้อย่างรวดเร็วว่าฮูหยินดูเหมือนจะไม่ชอบอาหารพวกนี้
หรือข้อมูลที่สืบมาจะผิดพลาด?
ดูท่าคงต้องไปสืบเรื่องความชอบของฮูหยินจากบ้านเดิมของนางใหม่เสียแล้ว
ยามดึกมาถึง ถังอวี้มองชายที่นอนอยู่ข้างกายอย่างประหม่า
อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไร นางก็ใจเต้นจนเกร็งไปหมดแล้ว
แสงจันทร์สลัวเลือนรางลอดผ่านม่านเตียงเข้ามา
หยวนเซิ่นสัมผัสได้ถึงความขัดขืนของภรรยาคนใหม่ เขายิ้มแล้วจุมพิตลงบนหน้าผากของนาง จากนั้นก็จูบแก้มเบา ๆ ราวกับสายฝนโปรยปราย
เมื่อเห็นภรรยาคนใหม่เขินอายจนหลับตาลง หยวนเซิ่นจึงยิ้มพลางกางแขนโอบนางไว้
“เจียวเจียว ถ้าไม่อยากก็พูดกับข้าได้ ข้ารู้ว่าเมื่อคืนเจ้าคงเหนื่อย วันนี้ก็พักผ่อนไม่พอ เพราะฉะนั้นนอนเถิด ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ทำอะไรทั้งนั้น”
เสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนทำให้ถังอวี้ลืมตาขึ้นมองเขาโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง เพราะเมื่อครู่นางเข้าใจเขาผิดไป
“ขอบคุณท่านพี่”
พูดจบ ถังอวี้ก็หลับตาลงอย่างเขินอาย ก่อนขดตัวนอนอยู่ในอ้อมแขนของหยวนเซิ่น ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
หยวนเซิ่นมองภรรยาที่หลับสนิทอย่างรวดเร็ว แม้จะยินดีที่นางเชื่อใจตน แต่ในยามนี้แววตาของเขากลับลุ่มลึก
ภรรยาคนใหม่เกิดในตระกูลถังแห่งชิงหยาง ชัดเจนว่านางควรเป็นหญิงสาวผู้สูงส่งราวกับบุตรแห่งสวรรค์
ถึงจะไม่เอาแต่ใจและแข็งกร้าวเหมือนคุณหนูบางคนในเมืองหลวง อย่างน้อยก็ควรเป็นคนมั่นใจเปี่ยมชีวิตชีวา หรือไม่ก็สง่างามสุขุม
ไม่ควรอ่อนแอขลาดกลัวเช่นนี้
แต่หยวนเซิ่นกลับรู้สึกเลือนรางว่าภรรยากำลังคอยสังเกตเขาอย่างระมัดระวัง และพยายามเอาใจเขา
หากเขาแสดงท่าทีเย็นชาหรือโกรธออกมา เขาคาดว่าภรรยาคนใหม่คงหนีห่างจากเขาไปจนหมดสิ้น หรือบางทีอาจหายตัวไปเลยก็ได้
หรือว่าตระกูลถังแห่งชิงหยางกำลังปิดบังอะไรอยู่?
ดูท่าคงต้องสืบเสียแล้วว่าภรรยาคนใหม่ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลแบบไหนกันแน่
