“เช่นนั้นท่านหมายความว่าแพทย์ผู้รับผิดชอบในอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการผ่าตัดใช่ไหม? รบกวนช่วยเล่ารายละเอียดสถานการณ์ตอนนั้นให้ฟังหน่อย เพื่อเราจะได้ยึดเป็นอุทาหรณ์”
ซุนหมิ่นจึงเล่าเรื่องเมื่อปีนั้นอีกครั้ง น้ำเสียงมิได้ปกปิดแพทย์ของโรงพยาบาลตนเองเลยสักนิด แถมยังเอ่ยในตอนท้ายว่า “ถึงตอนนั้นฟางชิงหรูจะเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลเรา แต่ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ ข้ารู้สึกละอายแทนนาง และหวังให้ทุกท่าน ณ ที่นี้ยึดเป็นอุทาหรณ์”
สิ้นคำ เสียงปรบมือกึกก้องกังวานดั่งฟ้าผ่าดังขึ้นในงาน
หลินซิงเหยาแค่นเสียงเย็น “คนตายไปนานแล้ว พวกท่านยังไม่ยอมปล่อยนางไป ถึงกับใช้ผู้วายชนม์มายกตัวเอง สุดจะหน้าด้านจริงๆ!”
นางเอ่ยถ้อยคำนี้ ขณะนั้นเป็นจังหวะที่เสียงปรบมือหยุดลงและเงียบสงัดพอดี ฉะนั้นผู้คนจึงได้ยินชัดแจ๋ว
คนแรกที่กระโดดออกมาพูดคือศิษย์ของซุนหมิ่น “เธอมาจากโรงพยาบาลไหน ถึงพูดจาอย่างนี้? ไม่ใช่สิ ดูเธออายุยังน้อย ก็ไม่เหมือนมีคุณวุฒิเป็นแพทย์ คิดจะวิ่งมาป่วนหรือไง?”
หลินซิงเหยาหวังดีเตือนหมอหนุ่มผู้นี้ “คนมิอาจวัดกันที่รูปลักษณ์ น้ำทะเลมิอาจตวงด้วยถังเดียว พูดจาอย่าด่วนสรุปเด็ดขาด มิเช่นนั้นมีแต่จะเผยให้เห็นว่าตนเองอ่อนด้อย”
“ว่าผู้อื่นด่วนสรุป แล้วพวกคุณเล่า? วิ่งมาพล่ามเพ้อเจ้อในงานสัมมนาระดับสูงเช่นนี้ อย่างกับคนบ้า! ยามเล่า เร็วเข้า พาตัวคนก่อกวนออกไป!”
