อิ่นซือเฉินสังเกตเห็นสายตาของเธอ แต่ไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย กลับถือพวงมาลัยด้วยมือเดียวอย่างเปิดเผย สายตามุ่งตรงไปข้างหน้า
หลินอี้นิ่งงันไปสองวินาที ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
“ได้ยินว่านายหมั้นแล้วเหรอ”
“อืม” ชายหนุ่มตอบรับเรียบ ๆ
“ยินดีด้วย”
ตรงสี่แยก รถเบรกอยู่กับที่อย่างมั่นคงหน้าเส้นข้ามถนน
อุณหภูมิในรถค่อย ๆ อุ่นขึ้น ตอนที่รู้สึกร้อนอบอ้าวนั้น กลับมีความเย็นเล็กน้อยเล็ดลอดเข้ามาในรถ หลินอี้หันไปมองที่นั่งคนขับ
ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจุดบุหรี่ตั้งแต่เมื่อไร ภายใต้ควันที่ลอยคลุ้ง โครงหน้าด้านข้างของเขาดูนิ่งขึ้นกว่าเมื่อสิบปีก่อนมากนัก ระหว่างคิ้วนั้นมีความดุดันและเย็นชาหนักขึ้นหลายเท่า
อิ่นซือเฉินดูดไปเพียงไม่กี่อึก เมื่อถึงไฟเขียวก็ขยี้ก้นบุหรี่ให้ดับ หน้าต่างค่อย ๆ เลื่อนขึ้น ในที่สุดชายหนุ่มก็เอ่ยปาก “ขอบใจ”
หลังจากฟังคำพูดของชายหนุ่ม หลินอี้ก็ชะงักเล็กน้อย รู้สึกเหมือนมีก้อนสำลีอุดอยู่กลางอก มือกำกระเป๋าน้ำร้อนไว้แน่น เงียบงันเบือนสายตาหนี มองออกไปยังแสงไฟข้างถนนนอกรถ
เมื่อสิบปีก่อน หลินอี้กับอิ่นซือเฉินที่โตมาด้วยกันตั้งใจจะแต่งงานกันหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ทว่าหลินเจิงผู้เป็นพ่อของหลินอี้กลับถูกล้อมจับกุมในข้อหาถูกศัตรูชักจูงให้ทรยศและส่งข้อมูลลับให้ศัตรู
คนที่เข้าปฏิบัติภารกิจจับกุมนั้น ก็คืออิ่นจี้ฮวาผู้เป็นพ่อของอิ่นซือเฉินนั่นเอง
หลินเจิงได้รับสายโทรศัพท์หนึ่งต่อหน้าเธอกับแม่ จากนั้นก็ยิงตัวตาย
หลังจากนั้น หลินอี้ก็ถอนหมั้นอย่างเด็ดเดี่ยว พาแม่ไปอยู่ต่างประเทศ การจากไปคราวนี้ก็ยาวนานถึงสิบปี
จากกันสิบปี ทุกสิ่งอย่างก็ผ่านไปตามกาลเวลา ผู้คนก็เปลี่ยนไป
เธอยิ้มอย่างขมขื่น วนเวียนไปมา ไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาเจอกันอีก
หิมะและลมค่อย ๆ สงบลง รถแลนด์โรเวอร์สีดำวิ่งอยู่บนถนนซีฮวนที่สาม
อาจเป็นเพราะคนข้าง ๆ เงียบเกินไป หางตาของอิ่นซือเฉินจึงเหลือบมองเบาะผู้โดยสารอย่างแนบเนียน
ไฟถนนสองข้างทางส่องแสงสลัว หลินอี้เอาศีรษะแนบกับหน้าต่างเบา ๆ
ขนตาหนาตกต่ำของเธอหย่อนลง หญิงสาวผมยาวที่เคยชอบเดินตามหลังเขาในวันวาน แปรเปลี่ยนเป็นผมสั้นที่สะอาดสะอ้านและทะมัดทะแมง ริมฝีปากสีธรรมชาติ ภาพรวมดูอ่อนหวานงดงามเช่นนั้น
คืนนั้น เขารออยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่สิ่งที่รอได้กลับเป็นข้อความสั้น ๆ หนึ่งข้อความ ทุกถ้อยคำที่เธอส่งให้เขาในตอนนั้น จวบจนบัดนี้ก็ยังจำได้แม่นยำราวกับเพิ่งเกิดขึ้น
ช่วงปีแรกที่เพิ่งเลิกรากัน ขอเพียงหลับตาลง ความคิดถึงก็ราวกับลาวาที่ร้อนแรง กัดกร่อนผิวหนังทุกตารางนิ้วของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า กลืนกินเขา เผาผลาญเขา ทรมานเขาให้แหลกสลาย
คืนแล้ววันเล่าหลังจากหลินอี้จากไป เขาเปลี่ยนตัวเองเป็นเครื่องจักร ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ออกปฏิบัติภารกิจ ทำเพียงเท่านี้ถึงจะควบคุมตัวเองไม่ให้คิดถึงเธอได้
ผู้หญิงคนนี้ เวลาที่ใจเด็ดขาดแล้ว ใจแข็งยิ่งกว่าใครตั้งแต่หัวใจไปถึงกระดูกดำ
...........
ราตรีล่วงเลยเข้าสู่ความมืดมิด หลินอี้นั่งอยู่บนม้านั่งยาวในทางเดินของโรงพยาบาล คราบเลือดบนมือแห้งเหือดไปนานแล้ว อิ่นซือเฉินยืนคุยโทรศัพท์อยู่ในระยะไม่ไกล
ไม่นาน ชายหนุ่มคนหนึ่งในเสื้อกาวน์สีขาวก็ปรากฏตัวขึ้นในโรงพยาบาล
“มาดูให้ดีหน่อยสิว่าใครมาเนี่ย” เสียงจุ๊จ๊ะของเว่ยหมิงทำลายความเงียบของโรงพยาบาล “ไม่ได้เจอกันหลายปี เกือบจำไม่ได้แล้วนะเนี่ย”
เห็นเขาเดินมา หลินอี้ก็ลุกขึ้นยืน ทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม “คุณหมอเว่ย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
“นี่กลับมาพัฒนาตัวที่จิงเป่ยแล้วเหรอ” เขาถาม
“แค่กลับมาทำงานที่นี่น่ะค่ะ”
“ตั้งใจอยู่นานแค่ไหน” เว่ยหมิงเลิกคิ้วมองไปทางอิ่นซือเฉิน
หลินอี้กระตุกมุมปาก “จัดการธุระเสร็จ ก็ไปแล้วค่ะ”
อิ่นซือเฉินขมวดคิ้ว ขัดขึ้นอย่างไม่มีสีหน้า “มือของเธอได้รับบาดเจ็บ แผลไม่ลึก เพิ่งไปชนท้ายมา ดูจุดอื่นด้วย”
“ตรวจดูบาดแผลนี่ นายไม่ใช่เซียนเหรอ ถึงได้รีบร้อนเรียกฉันมาเนี่ย” เว่ยหมิงมองไปที่มีอของหลินอี้ที่เลือดหยุดไหลแล้ว
“อย่าพูดมาก รีบดูเถอะ”
เว่ยหมิงเปิดเสื้อไหมพรมสีแดงขาวของหลินอี้ขึ้น
เธอรู้สึกเจ็บ ขมวดคิ้วเล็กน้อย รอยเลือดยาวเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดต่อหน้าต่อตา
เขาตรวจดูกระดูกว่ามีปัญหาหรือไม่ ตรวจไปเรื่อย ๆ ชั่วโมงหนึ่งก็ผ่านไป
“กระดูก กล้ามเนื้อก็ไม่เป็นไร ศีรษะก็ปกติ แผลที่มือไม่ลึก ทำแผลไว้ก็พอ” เว่ยหมิงเขียนไปพลางพูดไปพลาง
หลังจากทำแผลเสร็จ เธอยิ้มให้เว่ยหมิง สายตากวาดผ่านอิ่นซือเฉินเล็กน้อย แล้วก็เก็บรอยยิ้ม
หันตัวเดินไปทางห้องน้ำ เพื่อไปล้างคราบเลือดบนมือ
แววตาลึกล้ำของอิ่นซือเฉินอ่านอารมณ์ไม่ออก นิ่งเงียบไปนาน
หลังจากคนไปแล้ว เว่ยหมิงก็เอ่ยเบา ๆ “ตัวคนที่ว่าเขาไม่ได้อยากอยู่ต่อนะ”
อิ่นซือเฉินเอามือซุกกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง พิงข้างหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนโดยไม่ปริปาก
ครู่ต่อมา หลินอี้ก็เปิดประตูเข้ามาจากข้างนอก พูดว่า “คุณหมอเว่ย วันนี้ขอบคุณนะคะ” เธอเงยหน้ามองไปทางอิ่นซือเฉินที่อยู่ข้างหน้าต่าง พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ฉันไปก่อนนะคะ”
พูดจบก็ผงกศีรษะเล็กน้อย แล้วหมุนตัวจากไป
ตอนที่เดินมาถึงหน้าประตูโรงพยาบาล หลินอี้ได้รับโทรศัพท์จากเจียงโหรว
“เธออยู่ไหนน่ะ ฉันตื่นขึ้นมาบนรถก็ไม่เห็นเธอแล้ว ยังมีผู้ชายแปลกหน้าส่งฉันกลับมาอีก เรื่องอะไรกันเนี่ย”
“มีปัญหานิดหน่อย เดี๋ยวฉันกลับไปนะ คนนั้นเป็นคนขับรถของอิ่นซือเฉิน ไม่ใช่คนไม่ดีหรอก” หลินอี้คุยโทรศัพท์ไปพลางโบกมือเรียกแท็กซี่ไปพลาง
“งั้นฉันรอเธอที่บ้านนะ”
หลินอี้วางสาย เรียกแท็กซี่ต่อ
“ไปไหน เดี๋ยวไปส่ง” เสียงของอิ่นซือเฉินดังขึ้นจากข้างหลัง
หลินอี้ชะงัก พูดเสียงเย็น “ไม่ต้องลำบากแล้วค่ะ”
ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าประตูผู้โดยสาร เปิดประตูรถ ยืนอยู่กับที่ ยืนกรานอย่างเงียบ ๆ
ตอนนี้หิมะและลมเริ่มพัดอีกครั้ง ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงกระดูก ยิ่งเด่นชัดและโศกสลดในช่วงดึก
สายตาประสานกันอย่างเงียบงัน ยื้อยุดกันไปกว่ายี่สิบวินาที ในที่สุดหลินอี้ก็เดินเข้าไป นั่งในเบาะผู้โดยสาร
อิ่นซือเฉินนั่งในตำแหน่งคนขับ วางเสื้อโค้ทที่เต็มไปด้วยหิมะไว้เบาะหลัง พูดว่า “ที่อยู่”
หลินอี้บอกที่อยู่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ชายหนุ่มก็สตาร์ทรถ ค่อย ๆ ขับออกไป
ผ่านไปเนิ่นนาน เขามองตรงไปข้างหน้าแล้วถามขึ้นว่า “คราวนี้กลับมานานแค่ไหน”
“ไม่นานหรอกค่ะ” หลินอี้ตอบกลับอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา ปราศจากความอบอุ่นใด ๆ
เธอรู้ดีว่าคงไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับคน ๆ นี้อีกแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้น
อิ่นซือเฉินเห็นท่าทีเย็นชาสุดขีดของเธอเช่นนั้น มือที่จับพวงมาลัยก็กำแน่นขึ้นอย่างแทบจะสังเกตไม่ได้
หิมะค่อย ๆ หยุดลง หลินอี้พิงเบาะผู้โดยสาร สายตาจับจ้องอยู่ที่ทิวทัศน์ของถนนที่เลื่อนผ่านไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเรียบเฉย
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่แยกทางกับอิ่นซือเฉินสิบปี ที่เธอได้อยู่ในระยะใกล้ชิดด้วยเช่นนี้
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร อิ่นซือเฉินถือพวงมาลัยอย่างจดจ่อ เส้นใบหน้าด้านข้างแข็งกร้าว ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายเคร่งขรึมราวกับห้ามคนเข้าใกล้
เขาไม่ได้ชวนคุยก่อน หลินอี้ก็เงียบกริบอย่างรู้งาน
เมื่อมาถึงที่หมายในที่สุด รถเพิ่งจอดสนิท หลินอี้ก็ยืดตัวขึ้น เอื้อมมือไปปลดเข็มขัดนิรภัย
“เดี๋ยวก่อน” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในห้องโดยสาร
มือปลดเข็มขัดนิรภัยของหลินอี้ชะงักค้าง เธอหันไปมองเขา ปลายคิ้วขมวดเล็กน้อย ไม่ได้พูด
อิ่นซือเฉินไม่ได้รอให้เธอตอบ ก็เดินไปเปิดประตูรถฝั่งตัวเองออกไปก่อนแล้ว
เพียงชั่วครู่ ประตูฝั่งผู้โดยสารก็ถูกคนเปิดออกมาจากข้างนอก
อิ่นซือเฉินยืนอยู่ด้านนอกรถ รูปร่างสูงเพรียว ลำตัวมีเศษเกล็ดหิมะเล็ก ๆ ตกลงมา เขาก้มตามองเธอ น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “บันไดมีน้ำแข็งเกาะ ระวังหน่อย”
แววตาของหลินอี้สั่นไหวเล็กน้อย ในห้วงภวังค์นั้นคล้ายเห็นเด็กหนุ่มที่เย่อหยิ่งและเยือกเย็นเมื่อสิบปีก่อน
กาลเวลาได้บั่นทอนความเขินอายในวัยเยาว์ให้ราบเรียบไปแล้ว ทุกวันนี้พวกเขาเหลือเพียงความห่างเหินอย่างมีมารยาท
เมื่อได้สติ เธอก็หลบมือที่เขายื่นมา เม้มริมฝีปาก “ไม่ต้องแล้วค่ะ”
พูดแล้ว เธอก็ค้ำเบาะนั่งลุกขึ้น ค่อย ๆ ขยับลงจากรถ
บนขั้นบันไดของลานบ้านมีหิมะบาง ๆ ทับถม และยังมีน้ำแข็งจับเป็นชั้น หลินอี้เพิ่งก้าวออกไปหนึ่งก้าว เท้าก็ลื่นอย่างแรง ร่างกายทรงตัวไม่อยู่เซถอยหลังไป
ไม่ได้ล้มลงอย่างที่คาด มือของอิ่นซือเฉินประคองเอวเธอไว้ได้ทัน
การสัมผัสที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ทั่วร่างของเธอแข็งทื่อ
ในใจของหลินอี้ก็พลันแน่นขึ้นมาทันใด หลบมือของเขาอย่างเป็นสัญชาตญาณ ถอยหลังสองก้าวดึงระยะห่าง เงยหน้ามองเขา “ขอบคุณค่ะ ฉันเดินเองได้”
อิ่นซือเฉินเพิ่งจะอ้าปาก ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียก “หลินเสี่ยวอี้!”
ในน้ำเสียงของเจียงโหรวเต็มไปด้วยความร้อนรน เป็นห่วง รีบเดินเข้ามาอยู่ข้างกายหลินอี้
สังเกตเห็นผู้ชายข้าง ๆ เธอเงยหน้ามองอิ่นซือเฉินข้างกายหลินอี้ รู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย “ท่านอิ่นคะ ลำบากท่านมาส่งเสี่ยวอี้ด้วย” พลางนึกถึงที่คนขับรถเมื่อกี้บอกว่าไปชนท้ายมา ก็ยิ้มแหย ๆ “เรื่องวันนี้ต้องขอโทษที่ทำให้ท่านลำบากนะคะ ไว้พรุ่งนี้เสี่ยวอี้กับฉันจะเชิญท่านทานข้าว เป็นการขอโทษนะคะ”
หลินอี้ดึงแขนของเจียงโหรวเบา ๆ คนระดับนี้จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนธรรมดาได้ยังไง อีกอย่างเธอก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก เธอเพิ่งจะเอ่ยปาก
ชายหนุ่มตรงหน้ากลับพูดขึ้น “ได้”
หลินอี้คล้ายได้ยินอะไรบางอย่าง เงยหน้ามองอิ่นซือเฉิน
ข้อดีที่สุดของเจียงโหรวก็คือรู้กาลเทศะ รู้จักอาศัยโอกาส แต่ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือไม่รู้จักพอเมื่อได้ดี
“งั้นท่านว่างเมื่อไหร่คะ”
“เมื่อไหร่ก็ได้”
“งั้นฉันขอแอดวีแชทท่านนะคะ จะได้ติดต่อทีหลัง”
หลินอี้ยืนเหมือนท่อนไม้อยู่ข้าง ๆ มองดูทั้งสองคนแอดวีแชทกันด้วยตาตนเอง
หลังจากทั้งคู่แอดวีแชทเรียบร้อยแล้ว เจียงโหรวก็ขอบคุณอิ่นซือเฉินอีกครั้ง “ขอบคุณท่านอิ่นที่มาส่งเสี่ยวอี้คืนนี้นะคะ ถนนลื่นเพราะหิมะตก ขับรถระวังด้วยนะคะ”
พูดจบ เจียงโหรวก็พาหลินอี้หมุนตัวเดินไป
ลมเริ่มพัดอีกครั้ง
อิ่นซือเฉินกลับขึ้นไปนั่งในรถ เปิดไฟฉุกเฉิน สายตาจับอยู่ที่ภาพในกระจกมองหลังที่ค่อย ๆ ไกลออกไป ในดวงตาทั้งคู่พลุ่งพล่านไปด้วยอารมณ์ที่ลึกล้ำ