ในแววตาของอิ่นซือเฉินมีความประหลาดใจชั่วพริบตา ก่อนจะกลับสู่ความสงบอีกครั้ง เขาเบี่ยงตัวหลีกทางให้ “เขาอยู่ข้างใน”
“ขอบคุณ” หลินอี้หลุบตาลงเอ่ยเสียงเบา เดินผ่านเขาเข้าไปในโถงทางเดิน
ร่างทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก
เธอเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะสำหรับแขกที่เตรียมไว้ให้ แล้วเดินตรงเข้าไปข้างใน
ทางเดินไม่ยาว ปลายทางเป็นประตูห้องที่แง้มปิดเอาไว้
“ห้องหนังสืออยู่ทางนั้น” เสียงของอิ่นซือเฉินดังมาจากด้านหลัง
หลินอี้เดินมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือ ยกมือเคาะบานประตูที่เปิดอ้าอยู่เบาๆ
หลังโต๊ะหนังสือ ชายชราผู้มีสง่าราศี ผมสีเงินหวีเรียบแปล้อย่างเนี้ยบกริบ
เฉินฉี่หมิงแม้จะเลยวัย 60 ไปแล้ว แต่แววตายังแจ่มใส ชัดเจน ท่วงท่าผ่อนคลาย สุขุม
“สวัสดีค่ะ ศาสตราจารย์เฉิน ดิฉันหลินอี้จาก BCF นัดสัมภาษณ์พิเศษกับอาจารย์ไว้ช่วงบ่ายวันนี้” หลินอี้เดินเข้าห้องหนังสือ กริยางดงามเหมาะสม
ศาสตราจารย์เฉินลุกขึ้นยืน ใบหน้ายิ้มละไมอบอุ่น ผายมือเชิญเธอนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “นักข่าวหลิน เชิญนั่งครับ” สายตาของเขาพาดผ่านหลินอี้ มองไปยังด้านหลังของเธอ
“ซือเฉิน เธอไปนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อน ฉันคุยกับนักข่าวหลินสักครู่”
หลินอี้ถึงเพิ่งสังเกตว่า อิ่นซือเฉินตามมาที่หน้าประตูห้องหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
เขาไม่ได้เข้ามา เพียงแค่ก้มศีรษะให้ศาสตราจารย์เฉินน้อยๆ แล้วก็หันหลังเดินไปยังห้องรับแขก
แต่สองชั่วโมงต่อจากนั้นในการสัมภาษณ์พิเศษ หลินอี้จดจ่อเต็มที่
ศาสตราจารย์เฉินมีความรู้กว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นคนมีอารมณ์ขัน ชอบสนทนา การสัมภาษณ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น
บางครั้งเธอตั้งคำถาม บางครั้งจดบันทึก มีบางขณะที่ถูกมุกตลกทางวิชาการที่ศาสตราจารย์เฉินกล่าวถึงทำให้หัวเราะ คิ้วตางอโค้ง ปรากฏรอยยิ้มบุ๋มตื้นๆ ตรงแก้ม
สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ห้องรับแขกกับห้องหนังสือไม่ได้กั้นมิดชิดเสียทีเดียว ผ่านการจัดวางพื้นที่แบบกึ่งเปิดโล่ง
อิ่นซือเฉินที่นั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก เพียงแค่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก็จะสามารถเก็บภาพเงาด้านข้างของเธอขณะทำงานได้อย่างเต็มตา
คิ้วตาที่ดูจดจ่อ ริมฝีปากที่เม้มแน่น นิ้วเรียวงามที่จดบันทึกอย่างรวดเร็ว และในบางครั้งที่ปล่อยอารมณ์ตามสบาย ก็จะมีแววตา ท่าทางที่เปี่ยมชีวิตชีวาผ่านมาให้เห็นแวบหนึ่ง
ตรงหน้าเขามีเอกสารกองเปิดอ้าอยู่ แต่เป็นนานแล้วที่ไม่ได้พลิกอ่านสักหน้า
การสัมภาษณ์ใกล้จะสิ้นสุด หลินอี้ปิดสมุดบันทึก
ลุกขึ้นยื่นมือให้ศาสตราจารย์เฉิน “ขอบคุณมากค่ะสำหรับเวลาอันมีค่าของอาจารย์ การที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ทำให้หนูได้ประโยชน์มากจริงๆ”
ศาสตราจารย์เฉินจับมือเธอ ใบหน้ายิ้มอย่างจริงใจ “ฉันก็รู้สึกว่าได้คุยกับเธอแล้วถูกคอดี ฟ้ามืดแล้ว อยู่ทานข้าวด้วยกันสักมื้อง่ายๆ ก่อนไหม?”
“ไม่ดีกว่าค่ะ ขอบคุณสำหรับความหวังดีของอาจารย์ หนูต้องไปทำงานต่อตอนเย็นค่ะ” หลินอี้ปฏิเสธอย่างสุภาพ เก็บของเรียบร้อย
เธอหันหลังเดินออกจากห้องหนังสือ
ในห้องรับแขก อิ่นซือเฉินยังนั่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ในมือถือแท็บเล็ต แสงจากหน้าจอที่มืดสลัวส่องสะท้อนใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ของเขา
ได้ยินเสียงฝีเท้า เขาไม่เงยหน้าขึ้น
หลินอี้ชะงักเท้าลงเล็กน้อย สายตามองอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของเขาชั่วครึ่งวินาที
เธอเม้มริมฝีปาก สุดท้ายได้แต่พยักหน้าบางเบาไปทางทิศของเขา หนึ่งครั้ง แล้วจึงหันหลังเดินไปยังโถงทางเดิน เปลี่ยนรองเท้า ดึงประตูเปิดออกไป
ประตูปิดลงเบาๆ ข้างหลังหลินอี้
เสียงฝีเท้าดังห่างออกไปเรื่อยๆ ในทางเดินจนกระทั่งหายไปสนิท
ในห้องรับแขก อิ่นซือเฉินถึงตอนนี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เขามองไปยังโถงทางเดินที่ว่างเปล่า แล้วจึงมองไปยังประตูห้องที่ปิดแน่น นิ่งเงียบไปสองสามวินาที
ปลายนิ้วถูเบาๆ ไปตามขอบเรียบลื่นของแท็บเล็ต หน้าจอได้ดับมืดลงไปแล้ว
เขาโยนแท็บเล็ตทิ้งบนโซฟา เอนกายพิงพนัก โน้มตัวไปข้างหลัง ยกมือขึ้นกดนวดแรงๆ ตรงหว่างคิ้ว
แล้วจู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้น คว้าเสื้อโค้ทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ เดินเร็วๆ ไปยังประตู
ลิฟต์กำลังลงชั้นล่าง
อิ่นซือเฉินเหลือบมองสัญญาณไฟบอกชั้น แล้วหันผลักประตูหนีไฟ ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วลงบันไดไป
หลินอี้เพิ่งเดินออกจากประตูตึก ลมหนาวเหน็บของฤดูหนาวพัดปะทะใบหน้า
เธอรวบปกเสื้อโค้ทให้แน่นขึ้น กำลังจะเดินออกไปนอกหมู่บ้าน ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงนุ่มทุ้มต่ำที่กล่าวว่า
“หลินอี้”
เธอหยุดเท้า หันหลังกลับไป
อิ่นซือเฉินยืนอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว เสื้อโค้ทเปิดอ้าอย่างนั้น ลมหายใจสม่ำเสมอนิ่ง แววตาสงบลึกซึ้งมองมาที่เธอ
“ฉันไปส่ง”
“ไม่เป็นไร ฉันเรียกแท็กซี่” หลินอี้ละสายตาออก เดินต่อไปข้างหน้า
อิ่นซือเฉินก้าวเท้าไม่กี่ก้าวก็ตามทัน หยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ขวางทางเอาไว้ “เวลานี้เรียกรถยาก”
“ไม่เป็นไร ฉันรอได้”
ทั้งสองคนเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน รถของอิ่นซือเฉินจอดอยู่ริมถนนพอดี เขากดกุญแจ ไฟหน้ากะพริบแวบหนึ่ง
เขาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร มองมาที่เธอ “ขึ้นรถ”
หลินอี้หยุดเท้า หันหน้ามามองเขา “อิ่นซือเฉิน ฉันกลับเองได้นะ”
“ฉันรู้” มือหนึ่งของเขาจับประตูรถไว้ สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าเธอ แววตาไม่แสดงอารมณ์อะไร เปล่งเสียงหนักแน่น “ขึ้นรถ”
ลมหนาวพัดผ่าน พัดใบไม้แห้งบนพื้นปลิวขึ้น
คนทั้งสองยืนประจันหน้ากันอยู่ข้างรถ
หลินอี้เม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็ต้องก้มตัวเข้าไปนั่ง
อิ่นซือเฉินเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ ขึ้นรถ สตาร์ทเครื่อง แล้วเปิดเครื่องทำความร้อน
ในรถอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อากาศยังคงอึมครึม
รถขับออกจากหมู่บ้าน อิ่นซือเฉินจดจ่อมองเส้นทางข้างหน้า ไม่พูดอะไร
หลินอี้ก็มองทิวทัศน์เมืองที่วิ่งผ่านไปนอกหน้าต่าง แสงนีออนของเมืองเริ่มสว่างขึ้น สะท้อนเป็นจุดแสงเลื่อนไหลบนกระจกรถ
ภายในรถเงียบมาก
รถหยุดตรงทางแยก ไฟแดง
อิ่นซือเฉินมองตรงไปข้างหน้า อยู่ๆ ก็ถามว่า “กินข้าวเย็นหรือยัง”
หลินอี้กำลังดูข้อความงานในโทรศัพท์ พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้น “ยัง”
ไฟเขียวสว่างขึ้น อิ่นซือเฉินเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว รถหักเลี้ยวเข้าไปในถนนเส้นหนึ่งที่หลินอี้ไม่คุ้นเคย
“ไปไหน” เธอถาม
“ไปกินข้าว” เขาบอก
“ไม่ดีกว่า ฉันกลับ...”
“ฉันก็ยังไม่ได้กิน” อิ่นซือเฉินพูดแทรกเธอขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ “ยุ่งมาทั้งวัน”
รถหยุดอยู่ด้านนอกร้านอาหารส่วนตัวแห่งหนึ่ง หน้าร้านดูไม่สะดุดตาเอามากๆ แต่รถที่จอดหน้าร้านนั้นไม่ธรรมดาสักคัน
อิ่นซือเฉินดับเครื่อง “ลงรถ”
หลินอี้นั่งนิ่งไม่ขยับ “อิ่นซือเฉิน เราไม่จำเป็นต้อง...”
“หิวก็กินข้าว” เขาผลักประตูลงจากรถแล้ว เดินอ้อมมายังฝั่งเธอ เปิดประตูรถ “ลงมา”
หลินอี้มองเขา สุดท้ายก็ลงจากรถ
ภายในร้านอาหารเงียบมาก มีแขกแค่สองโต๊ะ เจ้าของร้านเห็นอิ่นซือเฉินก็รีบตรงเข้ามาหาทันที “ท่านอิ่น โต๊ะเดิมไหมครับ?”
อิ่นซือเฉินพยักหน้าให้หน่อยหนึ่ง
ห้องส่วนตัวอยู่ด้านในสุด ไม่ใหญ่โต แต่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม อิ่นซือเฉินเลื่อนเมนูให้หลินอี้ “สั่งอาหาร”
หลินอี้ไม่รับ “คุณสั่งเถอะ ฉันได้หมด”
อิ่นซือเฉินมองเธอแวบหนึ่ง ไม่ยัดเยียดต่อ สั่งอาหารไปสองสามอย่างอย่างรวดเร็ว ล้วนเป็นรสชาติอ่อนๆ ไม่ใส่เผ็ด และเป็นสิ่งที่เธอกินได้
ระหว่างรออาหาร ในห้องส่วนตัวเงียบมาก
หลินอี้เงยหน้ามองเขา ราวกับเวลาช่างลำเอียงให้เขาเป็นพิเศษ ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนใบหน้าที่ทั้งดื้อรั้นและหล่อเหลาคมคายของเขาเลย
ข้อแตกต่างเดียวก็คือ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความหยิ่งยโสและความแหลมคมในวัยหนุ่ม ถูกเขาเก็บซ่อนไว้ในที่ที่ลึกกว่าเดิม หากไม่พินิจพิจารณาให้ดี ก็ดูไม่ออกเลยว่าเขารู้สึกยินดีหรือโกรธ
ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดเธอก็เอ่ยปาก น้ำเสียงเบามาก “อิ่นซือเฉิน ต่อไปเราสองคนคงไม่ต้องเจอกันอีกจะดีกว่า”
มือที่กำลังรินชาของอิ่นซือเฉินชะงักไปนิดเดียว น้ำชาไหลรินลงถ้วยอย่างมั่นคง ไม่มีกระเด็นสักหยด
เขาวางกาชา เงยหน้ามองเธอ สายตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น “เหตุผลล่ะ”
หลินอี้จ้องมองตอบสายตาเขา พยายามทำให้น้ำเสียงของตัวเองออกมาเป็นกลางและสงบเยือกเย็นให้มากที่สุด “ตอนนี้คุณมีคู่หมั้นอยู่ การพบหน้ากันบ่อยๆ ไม่ดีกับทั้งคุณและเธอ”
อิ่นซือเฉินไม่พูดอะไร เพียงแค่ยกถ้วยชาของตัวเองขึ้นจิบช้าๆ
เมื่อวางถ้วยลง เขาถึงเอ่ยปาก น้ำเสียงไม่ดัง “ใครบอกคุณ ว่าผมมีคู่หมั้น”
หลินอี้ขมวดคิ้ว “คุณพูดเอง”
“มี หรือ ไม่มี” อิ่นซือเฉินมองเธอ แววตาลึกดั่งห้วงน้ำ “มันเกี่ยวข้องกับการที่ผมจะเจอใคร หรือไม่เจอใครด้วยหรือ”
คำถามนี้ถามตรงๆ หลินอี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“หลินอี้” เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ข้อศอกยันบนขอบโต๊ะ “สิบปีก่อนคุณไป ผมไม่ห้าม เพราะตอนนั้นผมให้คำมั่นสัญญาอะไรกับคุณไม่ได้ แล้วก็ปกป้องคุณไม่ได้ด้วย”
น้ำเสียงเขาลดต่ำลง ทุกคำเหมือนเคาะอยู่บนหัวใจของหลินอี้ “ตอนนี้ คุณกลับมาแล้ว ไม่ว่าใครจะยืนอยู่ข้างกายผม หรือไม่มีใครเลย นั่นมันเรื่องของผม ส่วนคุณ...”
เขาหยุดไปเล็กน้อย มองเข้าไปในดวงตาของเธอ “จะเจอหรือไม่เจอ ควรให้คุณตัดสินใจเอง อย่าเอาคู่หมั้นอะไรนั่น หรือคำว่าไม่เหมาะสมมาเป็นข้ออ้าง ถ้าคุณไม่อยากเจอผมจริงๆ ก็พูดตรงๆ ก็พอ”
หลินอี้ถูกคำพูดของเขาทำให้อึดอัดแน่นอยู่ในอก
“ฉันไม่ได้หาข้ออ้าง” เสียงของเธอฟังดูไม่ค่อยหนักแน่น
“แล้วอะไรล่ะ” อิ่นซือเฉินซักถาม สายตาแหลมคม “กลัวตัวเองห้ามใจไม่อยู่ หรือกลัวคนอื่นนินทา”
“อิ่นซือเฉิน!” ใบหน้าของหลินอี้ร้อนผ่าวขึ้นมา
“ดูท่าจะพูดถูก” อิ่นซือเฉินพิงหลังกลับไปบนพนักเก้าอี้ มุมปากยกยิ้มจางๆ ที่ไม่มีความอบอุ่นเลย “หลินอี้ สิบปีแล้ว คุณยังเป็นแบบนี้ เจอเรื่องอะไรก็คิดจะหนี แล้วก็ชอบหาเหตุผลที่ฟังดูดีหรูหรามาอ้าง”
คำพูดนี้เหมือนหนามแหลม แทงเข้าไปในจุดที่อ่อนไหวที่สุดในใจของหลินอี้อย่างแม่นยำ เธอกำมือที่วางอยู่บนตักแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
“ฉันไม่ได้หนี” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “ฉันแค่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”
“ควรหรือไม่ควร ใครเป็นคนกำหนด” อิ่นซือเฉินถามกลับ น้ำเสียงยังคงสงบ แต่ทุกคำหนักแน่น “คุณ? ผม? หรือพวกคนที่ไม่เกี่ยวข้องพวกนั้น?”
หลินอี้ตอบไม่ได้ เธอมองเขา มองผู้ชายคนนี้ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
เวลาสิบปี ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น เข้าใจยากขึ้น และทำให้เธอรับมือไม่ไหวมากขึ้นไปอีก
พนักงานเข็นรถเสิร์ฟอาหารเข้ามา เริ่มจัดจานอาหาร ขัดจังหวะบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะขาดผึงลง
เมื่ออาหารพร้อมครบ พนักงานถอยออกไป ในห้องส่วนตัวเหลือเพียงพวกเขาสองคนอีกครั้ง
อิ่นซือเฉินหยิบตะเกียบ คีบเนื้อปลานึ่ง แกะก้างออกอย่างบรรจง แล้วคีบวางลงในจานตรงหน้าหลินอี้อย่างเป็นธรรมชาติ
“กินข้าวก่อน” น้ำเสียงของเขากลับคืนสู่ความเรียบเฉยตามปกติ
หลินอี้มองเนื้อปลาชิ้นนั้น แล้วเงยหน้ามองเขา
เขาเริ่มทานของตัวเองแล้ว สีหน้าสงบนิ่ง ราวกับว่าคนที่คอยต้อนจนมุม พูดจาแหลมคมเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เขา
ลักษณะที่เก็บอารมณ์ได้ดั่งใจเช่นนี้ ยิ่งทำให้ใจของหลินอี้ปั่นป่วนมากขึ้น
เธอรู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกแล้ว
ต่อหน้าเขา เหตุผลและขอบเขตที่เธอคิดว่าตัวเองมีแล้วพวกนั้น มักจะถูกตีแตกพ่ายได้อย่างง่ายดาย
มื้อนี้ คงกินอะไรก็ไม่รู้รส