สามวันที่ผ่านมา
เวินอวี่ไม่ได้ออกจากบ้าน และไม่ได้ไปเยี่ยมคุณย่าที่โรงพยาบาล
เธอใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทบทวนรายละเอียดทุกอย่างของการพิจารณาคดีในวันพรุ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหยางจง
การที่หัวเจียวเปลี่ยนฝ่ายมาเป็นพยานอย่างกะทันหันทำให้เธอประหลาดใจจริง ๆ แต่เงื่อนไขของหัวเจียวก็เรียบง่ายมาก เธอจะขึ้นศาลไปให้การเอาผิดฉินหลาน แต่เวินอวี่ต้องรับปากว่าจะไม่ฟ้องร้องเธอภายหลัง
เวินอวี่ตกลง
เมื่อเทียบกับการฟ้องเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้ว สิ่งที่เธอต้องการมากกว่าคือพยานที่สามารถมัดตัวฉินหลานให้ดิ้นไม่หลุด
ตกกลางคืน หมิงเยว่รู้ว่าเจียงเย่จะกลับโรงเรียนแต่เช้าพรุ่งนี้ จึงเกาะติดเขาเหมือนขนมแป้งก้อนเล็ก ๆ เธอกะพริบตากลมโตแล้วถามเสียงอ่อนหวานว่า “พี่เย่หั่ว คืนนี้หนูนอนกับพี่ได้ไหมคะ?”
ใบหูของเจียงเย่แดงก่ำขึ้นมาทันที เขาหันหน้าหนี น้ำเสียงติดขัดเล็กน้อย “เธอ...เธอไม่รู้หรือว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันเกินไป?”
หมิงเยว่เบิกตากลมโต มองเขาอย่างจริงจัง “แต่หนูยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ อยู่นี่คะ”
เจียงเย่ “……”
เห็นเขาไม่พูดอะไร เจ้าตัวเล็กก็รวบแขนกอดขาเขาไว้ เงยหน้าขึ้นแล้วออดอ้อนเสียงหวาน “พี่เย่หั่ว ให้หนูนอนกับพี่เถอะนะคะ หนูไม่ฉี่รดที่นอนแล้ว แล้วก็ไม่กรนด้วย”
เจียงเย่หันหน้าหนี “ไม่ได้”
ตั้งแต่เล็กจนโตเขานอนคนเดียวมาตลอด ไม่ชินกับการมีใครนอนอยู่ข้าง ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กตัวจิ๋วแบบนี้
ถ้ากลางดึกเขาพลิกตัวแล้วถีบเธอตกเตียงขึ้นมาจะทำอย่างไร?
จู่ ๆ หมิงเยว่ก็เบะปาก ก่อนจะนั่งแปะลงบนพื้น “พี่ไปโรงเรียนแล้ว...หนูก็จะไม่ได้เจอพี่ตั้งห้าวัน หนูคิดถึงพี่มากเลย แล้วหนูนอนกับพ่อแม่ก็เบียดกันจะแย่อยู่แล้ว หนูเกือบโดนเบียดแบนเป็นแผ่นเนื้อก้อนเล็ก ๆ แล้ว”
