เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มตรงมุมปากพลันยิ่งอ่อนโยนอบอุ่น “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง งั้นตอนนี้พวกคุณสองคนคบกันแล้วสินะ นี่คงเป็นพรหมลิขิตที่คนจีนชอบพูดกันกระมัง”
“พรหมลิขิตอะไรกัน”
ฉินหลานมองเจียงหลินอย่างออดอ้อน น้ำเสียงเจือความน้อยใจอยู่หลายส่วน “ก็เขาสู้กับฉันในวงการธุรกิจมาตั้งหลายปีนี่นา จนกระทั่งปีก่อน ฉันบอกเขาด้วยปากตัวเองว่าฉันเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขา เขาถึงยอมออมมือให้ฉัน”
เจียงหลินมองเธอ แววตาเต็มไปด้วยความตามใจ เขาเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ชุยซวี่หวนหัวเราะเบา ๆ เอ่ยหยอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไร ตอนนี้พวกคุณคบกันแล้ว ต่อไปคุณค่อย ๆ ลงโทษเขาทีละนิดก็ได้”
“ฉันไม่กล้าหรอก”
ฉินหลานหัวเราะเบา ๆ “เขาเป็นถึงประธานใหญ่ของกรุ๊ปเชิ่งต้า แถมยังเป็นทายาทคนสำคัญของตระกูลเจียงอีกด้วย”
ชุยซวี่หวนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “ส่วนคุณก็เป็นลูกสาวบุญธรรมของตระกูลเวิน ฐานะเหมาะสมกันดีนี่ครับ”
ฉินหลานได้ยินดังนั้น รอยยิ้มตรงมุมปากยิ่งลึกขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ชุยซวี่หวนทำเหมือนถามขึ้นมาลอย ๆ สายตาอ่อนโยนทอดมองเธอ “จริงสิ คุณฉิน ตอนนั้นคุณไปอยู่ในเขาลึกอันห่างไกลแบบนั้นได้อย่างไร แล้วบังเอิญไปพบเจียงหลินพอดีได้ยังไง”
ฉินหลานไม่มีท่าทีละอายใจ สีหน้าเรียบเฉย “ตอนนั้นพ่อแท้ ๆ ของฉันจับฉันไปไว้ในเขาลึก บังคับให้แม่เอาเงินมาให้เขา ต่อมาเขาได้เงินแล้วก็ปล่อยฉัน พอฉันหนีออกมาได้ ก็เจออาหลินที่หมดสติอยู่ริมทางพอดี”
“คุณแบกเขาเดินขึ้นเขาอยู่นานหลายชั่วโมง คุณฉินนี่เก่งจริง ๆ ครับ”
