ภายในรถ
ยังคงเป็นชานมเย็นองุ่นมะลิแก้วเดิม บนแก้วมีหยดน้ำเกาะพราว เห็นชัดว่าเพิ่งซื้อมาไม่นาน
วันนี้เธออยู่ที่ศาลทั้งวัน คงเหนื่อยไม่น้อย
เธอรับมาแล้วดื่มติดกันหลายอึก ความหวานเย็นไหลลงคอ รู้สึกสดชื่นสบายมาก
เจียงจิ้นหันมามองเธอ “เหนื่อยหน่อยนะ”
เวินอวี่ดื่มชานมอีกอึก ยิ้มละมุน “ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ”
ทว่าความขมขื่นจาง ๆ ที่หว่างคิ้วกลับซ่อนเอาไว้ไม่มิด
เจียงจิ้นย่อมรู้ว่าเธอขมขื่นเพราะอะไร
ภาพที่เจียงหลินมารับฉินหลานด้วยตัวเองเมื่อช่วงบ่าย เธอเห็นกับตา
เขาไม่ได้ถามอะไร เพียงเงียบไปสองวินาที ก่อนเอ่ยขึ้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “หิวแล้วใช่ไหม ผมจองร้านอาหารไว้แล้ว อาหารรสไม่จัด คุณน่าจะกินได้ ไปกันตอนนี้เลย”
เวินอวี่ยิ้ม “ได้ค่ะ”
เจียงจิ้นไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาสตาร์ตรถ
บางคำไม่จำเป็นต้องพูด บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องถาม
เขาจะค่อย ๆ ทำให้เธอเข้าใจเองว่า นับจากนี้ไป คนที่เธอควรมองคือใคร
รถแล่นเลียบแม่น้ำไปยี่สิบนาที ก่อนเลี้ยวเข้าตรอกเงียบสงบสายหนึ่ง แล้วจอดลงหน้าประตูเรือนเล็ก ๆ
เมื่อผลักประตูรั้วเข้าไป ก็พบสวนที่มีต้นการบูรล้อมรอบ ทางเดินกรวดสองข้างปลูกดอกไฮเดรนเยียไว้เต็ม เพิ่งผลิดอกตูมประปราย
สุดสวนมีเรือนกระจกหลังหนึ่ง แสงไฟสีเหลืองอบอุ่นส่องออกมา ตกกระทบสระน้ำหน้าประตู บนผิวน้ำมีโคมดอกบัวลอยอยู่หลายดวง ไส้โคมสว่างวูบไหว
พนักงานพาทั้งคู่เดินผ่านสวน ผลักประตูไม้บานหนึ่ง แล้วพาเข้าไปในห้องส่วนตัวริมสระ
เวินอวี่นั่งลงข้างหน้าต่าง ด้านนอกคือสระน้ำนั้น แสงจากโคมดอกบัวแตกกระจายเป็นประกายระยิบระยับบนผิวน้ำ
