เจียงซูอี้ขาอ่อนแรงจนตัวเอียง ถ้าไม่เพราะมือยันโต๊ะไว้ คงล้มลงกับพื้นไปแล้ว
ความหนาวเหน็บค่อย ๆ ซึมออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เลือดในกายเย็นเยียบเป็นชั้น ๆ จนนางอดสั่นเทาไม่ไหว
ฉีจืออวี้...ฉีจืออวี้...เหตุใดถึงได้น่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้?
อ๋องรุ่ยกับพวกเขาอยู่ในเมืองหลวงมาหลายปี ใช้เล่ห์กลอุบายใด ๆ นางก็พอจะคาดเดาได้บ้าง
แม้จะทุกข์ใจ แต่ก็ไม่ถึงกับสะเทือนใจขนาดนี้
แต่...แต่...ฉีจืออวี้เติบโตมาในชนบทตลอดนี่นา!
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?
ที่สำคัญที่สุดคือ ฉีจืออวี้ใช้แผนเปิดเผยบีบให้พวกเขาต้องเดินตามทางที่นางขีดไว้
ความรู้สึกที่ถูกบีบให้เดินไปสู่ความสิ้นหวังทีละก้าวแบบนี้...เจียงซูอี้ทนไม่ไหวจริง ๆ
“ท่านปู่...พวกเราแยกจากอ๋องอู๋ไม่ได้หรือเจ้าคะ?” เจียงซูอี้เอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง
เว่ยกั๋วกงยิ้มขมขื่น “เป็นไปได้อย่างไร?”
สิ่งที่พวกเขาทุ่มเทลงไปนั้นมากมายเกินจะนับได้แล้ว
“เส้นทางนี้...ลงหมากแล้วย่อมไม่เสียดาย” เว่ยกั๋วกงพูดจบ ก็เหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกดูดหายไปทั้งร่าง
เขายกมือขึ้นสั่งการ “ให้คนเตรียมเงินไว้ อย่าให้ตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าผู้อื่น”
เขาไม่ต้องคิดก็รู้ดีว่า ยามนี้บรรดาตระกูลขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวง โดยเฉพาะพวกที่อยู่ข้างอ๋องอู๋ต่างก็เอ่ยปากด่าไปพลางเตรียมเงินไปพลาง
ไม่เตรียมแล้วจะทำอย่างไร?
หรือว่าพวกเขาไม่ยินดีที่ชนเผ่าซือหยุนถูกทำลาย?
หรือว่า การกำจัดเสี้ยนหนามอันตรายใหญ่โตเช่นนี้ไม่ควรค่าแก่การฉลอง?
ก็ไม่รู้ว่าอ๋องอู๋จะคิดเช่นไร?
หากอ๋องอู๋ยังไม่คิดหาทางออก...กระแสของอ๋องรุ่ยเช่นนี้ก็ต้านทานไม่ไหวแล้ว
