เมื่อเจียงอวี่ปิงกลับมาที่ร้านเสื้อผ้าของโจวหว่านเยว่อีกครั้ง ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าที่นี่เปลี่ยนไปจากตอนเพิ่งเปิดร้านใหม่ ๆ อย่างสิ้นเชิงแล้ว
คงเป็นเพราะโปรโมชันจัดได้ตรงจุด พอเข้ามาในร้านก็เห็นลูกค้าผู้หญิงสิบกว่าคนกำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ตามราวแขวนต่าง ๆ
ช่วงที่เปิดร้านมาได้ระยะหนึ่ง โจวหว่านเยว่ก็รับพนักงานเข้ามาหลายคน เรื่องต่าง ๆ ในร้านแทบทั้งหมดเป็นหน้าที่ของพนักงาน เธอในฐานะเจ้าของร้านจึงพอจะสบายขึ้นบ้าง
โจวหว่านเยว่ดีใจมากที่เจียงอวี่ปิงมาหา แม้จะมอบหมายงานส่วนใหญ่ให้พนักงานได้ แต่เธอก็จะปล่อยปละละเลยทุกอย่างไม่ได้
ปกติเธอใช้เวลาอยู่ในร้านค่อนข้างมาก
แถมยังคุยกับพนักงานในร้านไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย
โจวหว่านเยว่ดึงเธอไปนั่งที่เก้าอี้หลังเคาน์เตอร์อย่างกระตือรือร้น “ปิงปิง มานั่งเร็ว ฉันกะจะส่งข้อความชวนเธอออกมาเที่ยวอยู่พอดี ไม่คิดว่าเธอจะมาหาฉันก่อน”
“วันนี้ไม่มีอะไรทำ เลยแวะมาดูว่าทางนี้เป็นยังไงบ้าง”
“ดีเลยล่ะ ลองทายดูสิว่าเมื่อวานวันเดียวฉันทำเงินได้เท่าไหร่”
“เท่าไหร่ล่ะ?”
“เกือบสามแสน”
เจียงอวี่ปิงแปลกใจเล็กน้อย “หมายถึงกำไรสุทธิของเมื่อวานวันเดียวสามแสนเลยเหรอ?”
โจวหว่านเยว่ตอบอย่างมั่นใจ “ใช่”
【ติ๊ง! ยินดีด้วยโฮสต์ ได้รับเงินสามแสนหยวน】
“น่าตกใจเกินไปแล้ว วันเดียวก็ทำเงินได้สามแสน แสดงว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านธุรกิจไม่น้อยเลยนะ เปิดร้านเสื้อผ้าครั้งแรกก็ทำได้ดีขนาดนี้”
บางครั้งเจียงอวี่ปิงก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกชอบโอ้อวดคิดอะไรกันอยู่ จะพูดโม้สักสองสามคำให้ตัวเองดูเก่งขึ้น แล้วได้รับคำชื่นชมกับความเลื่อมใสจากคนอื่นบ้าง ก็ดูเป็นเรื่องปกติ แต่พอเป็นเรื่องเงินทีไรกลับต้องโม้ทุกที ในใจคิดอะไรกันแน่ แค่ได้ยินคนอื่นแสดงความอิจฉา แล้วจะได้เงินมากมายขนาดนั้นจริง ๆ หรือไง?
