บทที่ 5 ซือเพียนหวานสู่ ฉายานามสะท้านหล้า
“ผู้หญิงคนนั้นวันที่เจอ ดูอายุน่าจะประมาณยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด หน้าตาสะสวย แก้มเปล่งปลั่ง การแต่งตัวดูดี เครื่องประดับก็หรูหรา ด้วยวัยและลักษณะแบบเธอ วันอังคารไม่ไปทำงาน กลับออกมาเดินเที่ยวเล่น ก็ไม่ใช่คนมีเงินแต่เกิด ก็คงแต่งงานกับสามีดี ๆ ไม่ต้องทำงาน”
คราวนี้อาจารย์ไม่ได้เก็บไว้อีกต่อไป แต่เริ่มอธิบายออกมา
เพียงแต่สำหรับคำอธิบายนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะยังไงคนรวยบางคน ก็อาจจะเป็นฟรีแลนซ์ก็ได้
อาจารย์อ่านใจข้าออกในพริบตา กล่าวต่อว่า “การใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมหล่อหลอมคน ถ้าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ โดยพื้นฐานแล้วจะไม่มาเดินแบบนี้คนเดียว และไม่มีทางจ้างหมอดูข้างทางแน่นอน เหมือนตอนแกส่งอาหาร แกคงไม่วิ่งไปดื่มเหล้าที่บาร์หรูหรอก สำหรับพวกเธอ ไม่มีอะไรที่เงินแก้ไม่ได้ ถ้ามี ก็ใช้เงินซ้ำสอง”
“อาจารย์พูดแบบนี้ก็แรงไปนะครับ!”
ข้ารู้สึกจนปัญญา แต่ก็ต้องยอมรับว่า อาจารย์ก็พูดมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่นั่นก็ยังไม่พอจะตัดสินว่า เธอเป็นมือที่สามแน่
อาจารย์ไม่สนใจคำบ่นของข้า กล่าวต่อ “แดดวันนั้นไม่ได้แรงมาก แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับใส่แว่นกันแดดใหญ่โต แน่นอนมันอาจจะแค่สวยก็ได้ แต่ใส่แว่นกันแดดมาดูดวงเนี่ย ก็บอกอะไรหลายอย่างได้แล้ว!”
ถึงตรงนี้ ข้าเข้าใจละ
กลายเป็นว่าอาจารย์ดูจากการแต่งตัว ท่าทางของเธอตั้งแต่แรก รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีลับลมคมใน ในใจลึก ๆ ก็พยายามจะปิดบังไว้!
แต่ว่ามันก็ยังมีช่องโหว่ ข้ารีบถามว่า “งั้นเป็นไปได้ไหมครับว่า เธอแอบมีชู้เอง”
“ก็เป็นไปได้ ฉะนั้นเวลาสรุปคำ ยังต้องคิดหลายด้านประกอบกัน!”
อาจารย์พยักหน้า อธิบายเพิ่ม
“ในสังคมเดียวนี้ ผู้หญิงยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดแต่งงาน ก็เรียกได้ว่าแต่งค่อนข้างเร็วแล้วนะ โอกาสเพิ่งแต่งแล้วมีชู้เลยมันไม่ได้สูงมาก พอบวกอย่างอื่นเข้าไปอีก โอกาสที่เธอเป็นมือที่สามก็ตั้งเก้าสิบเปอร์เซ็นต์!”
“นี่มันก็แทงความน่าจะเป็นนี่ครับ!”
ข้าอ้าปากค้าง ไม่คิดเลยว่านี่คือแก่นแท้การดูดวงของอาจารย์
นี้มันดูดวงอะไรกันล่ะ นี่มันเดาล้วนๆ เลยนะ ถึงจะเป็นการเดาที่มีมูลและความมั่นใจพอสมควร
“ตอนแกยังไม่ชำนาญ จะบอกว่าแกกำลังแทงหรือเดาก็ได้ แต่พอแกชำนาญมากพอ โดยพื้นฐานก็คือไม่พลาดแน่! ต่อให้พลาดจริงก็ไม่เป็นไร เพราะข้ายังมีคำอื่นรออยู่ ลองนึกดูสิ ตอนนั้นข้าพูดอะไรไป”
“บอกว่าเธออยากเลื่อนขั้น!”
ประโยคนี้ข้าจำไม่ลืม
อาจารย์พยักหน้า บอกว่า “ข้าแค่บอกว่าเธออยากเลื่อนขั้น แต่ไม่ระบุว่าเลื่อนขั้นอะไร อาจจะเป็นมือที่สามอยากเลื่อนขั้น หรือหมายถึงหน้าที่การงานอยากก้าวหน้า ส่วนที่จริงอยากเลื่อนอะไร เธอก็รู้แก่ใจ”
“นี่–”
ในที่สุดข้าก็ถึงบางอ้อ ในใจทั้งนับถือ ทั้งตกใจ พูดอย่างไม่อยากเชื่อว่า “แบบนี้ก็ไม่ได้ดูดวงเลยนี่ครับ”
อาจารย์มองข้าแวบหนึ่ง เรียบๆว่า “งั้นแกว่า อะไรถึงเรียกว่าดูดวง”
ข้ายิ้มเจื่อน “ก็คงเหมือนจูกัดเหลียง หลิวปั๋วเวิน งั้นไหมครับ ดีดนิ้วคำนวณ รอบรู้ฟ้าดิน รู้ห้าร้อยปีก่อน ห้าร้อยปีหลังไงครับ”
อาจารย์ครางฮึ ไม่พอใจ “ในโลกนี้มีจูกัดเหลียง หลิวปั๋วเวินกี่คนเชียว คนอื่นมีเรื่องในใจ แล้วแกตอบให้เขาได้ นี้แหละเรียกดูดวง!
อย่ามองการดูดวงเป็นเรื่องลึกลับอะไรนัก และก็อย่าหลงคิดว่าจะเสกหินเป็นทองได้ พวกเราไม่ใช่เซียน ที่ทำได้ก็แค่ต่างฝ่ายต่างได้ สิ่งที่ผู้มาดูดวงต้องการคือคำตอบในใจ ส่วนเราก็เพื่อชีวิต เพื่อเงิน!”
ในใจข้าเริ่มสับสน รู้สึกว่าที่เรียกว่าดูดวงนี้ มันไม่เหมือนที่คิดไว้
แต่ที่อาจารย์พูดมาดูมีเหตุผลดีนะ ข้าไม่ได้จะมาเป็นเซียน แต่เพื่อหาเงิน!
ขอแค่หาเงินได้ จะเดาหรือคำนวณข้าไม่แคร์!
กินบะหมี่เนื้อเสร็จ ข้าส่งอาจารย์กลับห้องเช่า แต่คราวนี้อาจารย์ไม่ให้ข้ากลับทันที แต่ให้ข้าท่องสี่บทใหญ่คัมภีร์ให้ฟังต่อหน้า
ถึงจะยังไม่คล่อง ส่วนไหนยังตกหล่นบ้าง แต่ก็พอท่องตะกุกตะกักได้แล้ว
อาจารย์ถอนหายใจ “แกยังหนุ่ม เรียนจบมหาวิทยาลัย สมองมันก็ดีกว่าใคร!”
พออาจารย์ให้ข้าอยู่ต่อ ข้าก็พอรู้ตัวแล้ว ถือโอกาสถามว่า “อาจารย์ครับ เนื้อหาพวกนี้จริงๆคืออะไรครับ แล้วข้าท่องไปทำไม”
อาจารย์ไม่ตอบตรงๆ แต่กลับว่า “เมื่อครู่ที่คุยเรื่องผู้หญิงคนนั้น แกรู้ไหม ทำไมข้าถึงรอให้เธอเปิดปากถามไม่ทัน ก็สรุปออกไปเลยว่าเธอจะถามอะไร”
ข้าเดาว่า “ก็คงข่มขวัญเอาไว้ก่อนกระมังครับ”
“ก็ว่าได้อย่างนั้น!”
อาจารย์พยักหน้า “ในวงการดูดวงนี้เรียกว่า จิ้งซานเหมิน! ดังนั้นคัมภีร์หยิงเย่าบทแรกถึงบอกว่า ‘เริ่มเข้าประตูต้องดูก่อนว่าเขามาท่าไหน พอปริปากก็อย่าลังเล’ ก็คือบอกแกว่า จะฝึกดูดวง ต้องหัดสังเกตก่อน
พอเอ่ยปาก ก็ต้องตอกลงไปทีเดียว ให้เขาคิดว่าเป็นเซียน ต่อไปก็จะราบรื่นไม่มีขัด!”
คำอธิบายของอาจารย์ครานี้ บวกกับตัวอย่างก่อนหน้า ข้าถึงได้ปิ๊งขึ้นมาทันใด ดุจน้ำเย็นราดหัว ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงให้ข้ายืนดูก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แค่จะลองใจข้า แต่เพื่อฝึกทักษะการสังเกตของข้าด้วย
ถ้าตอนกินข้าวเมื่อกี้ ข้าตอบไม่ถูกใจอาจารย์ ก็คงไม่แปลให้ข้าฟังคืนนี้
ส่วนที่ในตําราเขียนว่า “ฟ้ามาถามถึงลูกก็คืออยากให้ได้ดี ลูกมาถามถึงฟ้าก็คือฟ้ามีทุกข์” พวกนี้ก็ตรงกับที่ข้าเดา
ที่ข้าตอบไปก่อนหน้า ถึงจะไม่ละเอียดแม่นเท่าหนังสือ แต่แนวทางใหญ่ๆ ใกล้เคียงมากแล้ว
ส่วนการเฝ้าสังเกตช่วงนี้ พอได้มาเทียบเคียงกับเนื้อหาในตํารา ก็ยิ่งทำให้ข้าตื่นเต้น
ยิ่งอาจารย์อธิบายเนื้อหาถัดๆไปให้ฟัง ยิ่งทำให้ข้าทึ่งในตําราจนหัวปักหัวปํา
เช่น “ถามซ้ำเรื่องนี้ซ้ำซาก แสดงว่าเรื่องนี้บกพร่อง ถามเหตุผลบ่อยครั้ง ในนั้นก็ย่อมมีเหตุ”
แค่ประโยคง่ายๆตรงๆ กลับบอกถึงความร้อนใจของผู้มาดูดวงได้ทะลุปรุโปร่ง แต่คนที่มาดูดวงกลับไม่รู้ตัว
อีกตัวอย่างหนึ่ง ยิ้มถามว่าช่วยดูโฉมหน้าราคาถูกของข้าหน่อย? คนแบบนี้ไม่ใช่พวกมีเงินมีอํานาจ ก็พวก ‘เดรัจฉาน’ ความหมายคือ คนพวกนี้ไม่ใช่คนรวยคนใหญ่คนโต ก็คือคนที่ตั้งใจมายั่วโมโห ก่อกวน ทําลายชื่อเสียงของเจ้า
ในตําราว่า ศึกษาซือเพียนนี้จนชํานาญแล้ว จะสั่งสอนให้ชื่อเสียงก้องไปทั่วหล้า
นี่มันไม่ใช่โม้เลย ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้หยั่งรู้ถึงใจคน ชนิดถึงแก่นถึงกระดูก ทำให้ข้ารู้สึกว่าตําราจิตวิทยาพวกนั้นเทียบกันแล้ว กระจอกไปเลย
ที่หยั่งรู้และกุมใจคนแบบนี้ ประกอบกับการใช้หกคําลับ “ซัก ไซ้ ทุบ หลอก ล่อ ขาย” ได้แล้ว ข้าทําได้แค่บอกว่า—
น่าสะพรึงถึงเพียงนี้เลยนะ!
ถ้าข้าเชี่ยวชาญในเนื้อหาได้หมดล่ะก็ ต่อหน้าคนมาดูดวง ข้าก็จะเป็นเหมือนเซียนได้เหมือนกันสิ?
คิดถึงตรงนี้ ใจข้ากระวนกระวายเหมือนโดนกรงเล็บแมวนับพันข่วน
“แกกลับไปก่อนเถอะ เอาเนื้อหาที่ข้าสอนวันนี้ไปทําความเข้าใจให้ถ่องแท้ คราวต่อไปจะสอนต่อ!”
คงเห็นว่าข้าใจลอยจิตไม่อยู่กับตัว อาจารย์เลยไม่สอนต่อ ให้ข้ากลับก่อน