เฉินลั่วจือเลิกคิ้วเล็กน้อย “ดังนั้นเจ้าจึงอยากพาตัวคนมาเฝ้าดูไว้ใกล้ตัวงั้นหรือ?”
“อืม”
“แต่ว่าหากถูกวิญญาณเร่ร่อนสิงร่าง เหตุใดมันจึงยอมเป็นศิษย์เจ้าเล่า?”
อวี๋เวิ่นโจวเงียบไป เฉินลั่วจือมองอีกฝ่าย ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยว่า “เจ้ามิได้... พาตัวคนมาแล้วถามความเห็นเขาเสียหน่อยก็โพล่งจะรับเขาเป็นศิษย์เลยงั้นรึ?”
อวี๋เวิ่นโจวย่นคิ้วเล็กน้อย “เขาไม่ได้ปฏิเสธ”
ไม่ได้ปฏิเสธงั้นรึ! นี่มันใจไม้ไส้ขื่อชัดๆ!
เฉินลั่วจือทั้งโมโหทั้งขำ “ดังนั้น แค่ไม่ได้ปฏิเสธเจ้าก็ถือว่าเขาตกลงแล้วงั้นหรือ?”
อวี๋เวิ่นโจวเงียบ ทุกครั้งที่ถูกถามเรื่องไม่อยากตอบ เขามักนิ่งเงียบเช่นนี้
เฉินลั่วจือสูดลมหายใจลึก สงบจิตใจลง ก่อนเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอาลัยมากขึ้น “เช่นนั้นเจ้าก็จับตาดูศิษย์ของเจ้าให้ดี หากมันไม่เป็นภัยต่อสำนักชิงอวิ๋น อยากก็สั่งสอนให้ดี ทว่าหากเป็นภัย ก็... สังหารมันเสีย”
“เข้าใจแล้ว”
เฉินลั่วจือมองผู้ไร้สีหน้าอย่างอวี๋เวิ่นโจว คลิกปากเสียงดัง “เลิกหน้าบึ้งได้แล้ว เจ้ามีศิษย์แล้ว หน้าบึ้งมันจะดุเกินไป ยิ้มหน่อยสิ มา ทำตามข้า”
สิ้นคำ ริมฝีปากสีกุหลาบของเฉินลั่วจือก็แย้มยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ดวงตาหงส์ระยับประกายแสงอ่อนจาง ประกอบกับใบหน้างามกระจ่าง ขาวผุดผ่อง แลดูอวลเสน่ห์เย้ายวนชวนคลั่งไคล้ยิ่ง
ทั้งคนทั้งภาพงามราวภาพวาด อันใดก็คงเช่นนี้
อวี๋เวิ่นโจวหันมองเฉินลั่วจือ เสียงยังคงเยือกเย็นดังเก่า “ศิษย์พี่ใหญ่”
เฉินลั่วจือสะบัดปอยผมหน้าผาก “หืม?”
อวี๋เวิ่นโจวถอยหลังหนึ่งก้าว “อาจารย์เคยว่าไว้ ขอท่านอย่ามัวว่างมาเล่นออดอ้อนผู้อื่น จ้าวสำนักหัดมีอากัปกิริยาสมเป็นจ้าวสำนัก”
“...”
ยอดเขาหิมะ
ชื่อดั่งความหมาย เป็นภูเขาขาวโพลนทั้งลูก หิมะโปรยตลอดปี ยอดเขามีสถานหนึ่งราวกับสร้างจากหยกขาว มองมาแต่ไกลต้องแสงอาทิตย์กลับทอประกายแวววาว นอกสถานมีดงไผ่ กำลังหิมะพรำ หมู่ไผ่จึงกลืนหายไปกับขุนเขาขาวผ่อง มีเพียงเส้นอ่อนรางให้เห็น
หลินซูเยี่ยนยืนอยู่หน้าสถาน เงยหน้ามองเรือนสร้างจากหยกขาวนี่ อือ... ชั้นนอกสถานมีม่านหมอกขาวห่ม ราวกับไอเย็นรายรอบหลั่งไหลในห้วงว่างเปล่า นี่ดูคล้าย... อาณาเขตคุ้มกัน หลินซูเยี่ยนยื่นมือ อยากแตะต้องอาณาเขตนั้น แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าอาณาเขตคุ้มภัยของโลกบำเพ็ญเพียรมักรู้จำนายและรุกไล่ทำลาย เกรงเพียงแตะถูกก็จะถูกตีกลับ จึงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอบตัวลงนั่งข้างก้อนหินใหญ่ริมประตู
“ไม่รู้ว่าอวี๋เวิ่นโจวจะกลับมาเมื่อไหร่”
หลินซูเยี่ยนพึมพำเบาๆ ยกมือถูใบหน้าเล็กที่แดงเพราะหนาวชา จากนั้นก็จามสองฟอด สูดจมูกฟุดฟิด รู้สึกว่าทั้งศีรษะมึนงงนัก
อือ... ดูจะเริ่มเป็นหวัดเสียแล้วสิ
หลินซูเยี่ยนคิดดังนั้น รวบเสื้อคลุมขนสัตว์ยาวหนาสีขาวให้กระชับขึ้น นี่ของเซวียจื่อจิง บอกว่ายอดเขาหิมะหนาวเกิน กลัวจะหนาวตาย
อือ... เอ่ยถึงของที่ได้ หลินซูเยี่ยนพลันนึกขึ้นได้ว่าเฉินลั่วจือให้อะไรบางอย่างมา บอกให้ดู
หลินซูเยี่ยนหยิบถุงหอมสีเขียวอ่อนออกมา เปิดปากนิดหนึ่ง ภายในมืดดำไร้สิ้นสิ่งใด
หลินซูเยี่ยนสอดมือเล็กซูบเข้าไป พลันเกิดกองหินหลากสีสว่างใสผุดในสมอง หินเหล่านี้มากมาย ซ้อนทับดั่งเนินภู
ถุงน้อยใบกระจ้อย ภายในกลับมีอภิญญา! ใส่มากมายถึงเพียงนี้ได้ หากเอากลับไปจากนี้คงสะดวกตายเลย!
หลินซูเยี่ยนคิดไปดึงหินก้อนหนึ่งจากกองขึ้นมาพินิจโดยละเอียด สีน้ำเงินบริสุทธิ์แจ่มใส รอบข้างมีรัศมีพลังวิญญาณชัดเจน จับต้องเย็นเยียบ เนื้อละเอียดนุ่ม ไม่มีสิ่งเจือปนมากนัก
อือ... ดูคล้ายจะเป็นหินวิญญาณ
นี่คือการวินิจฉัยเบื้องต้นของหลินซูเยี่ยน
หลินซูเยี่ยนเพิ่งเคยพบของประหลาดเช่นนี้ เขายกหินวิญญาณดม จมูกที่เคยอุดตันพลันโล่งโปร่งขึ้นทันใด ศีรษะที่เคยหนักก็แจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย
โอโย~ ของน้อยนี่ดมแล้วไร้กลิ่น กลับรู้สึกราวกับโล่งโปร่งน่าประหลาด ทั้งช่วยให้ตื่นตัวเสียอีก
หลินซูเยี่ยนคิดไปก็กอดหินวิญญาณสูดดมเสียครึกโครม หากใครไม่รู้คงนึกว่าเขาเสพสิ่งเสพติด หลินซูเยี่ยนหลับตาสูดดมอย่างสุขสม ทว่าไม่ทันสังเกตว่าแสงวิญญาณสีครามรอบหินกำลังแทรกเข้าสู่ร่างตนอย่างเงียบเชียบ
นานเข้า หลินซูเยี่ยนพลันรู้สึกว่าผิดปกติ เขาหลับตาอยู่... กลับดูเหมือนรับรู้ได้แตกต่างออกไป ราวกับ... ร้อยเมตรออกไปบนต้นไผ่นั้น มีหิมะบนใบไผ่สองสามใบถูกแรงลมพัดลงมา โปรยปรายหล่นบนพื้น เสียงกระซิบเล็กน้อย นั่นเหล่าเสียงที่หลินซูเยี่ยนกลับจับได้
อือ? ผิดปกติแล้วกระมัง
หลินซูเยี่ยนลืมตา มองไปยังดงไผ่ร้อยเมตรห่าง พลันพบว่าเห็นชัดเจนอย่างยิ่ง กระทั่งรูปลักษณ์ผลึกหิมะบนใบไผ่ หากหลินซูเยี่ยนดูไม่ผิด นี่... มันน่าจะไม่ใช่ความสามารถมนุษย์พึงมีใช่หรือไม่?
หรือว่า...
หลินซูเยี่ยนก้มหน้า มองหินงามทอประกายสีครามในมือ บัดนี้พลังวิญญาณที่ห้อมรอบหินนั่นกำลังแทรกเข้าในกายตน ขณะเดียวกัน ตรงตำแหน่งตันเถียนใต้สะดือสามนิ้วดูเหมือนจะทั้งร้อนทั้งเย็น พลังวิญญาณสีครามเหล่านั้นกำลังมุ่งไปยังที่นั้น เบียดเสียดยัดเยียด และตันเถียนก็ดูดกลืนอย่างบ้าคลั่ง ดั่งผืนนาที่แห้งแล้งช้านานในที่สุดก็ได้น้ำหล่อ เมื่อพลังวิญญาณหลั่งไหลไม่ขาดสาย หลินซูเยี่ยนก็รู้สึกว่ากายหนาวไม่ได้หนาวเท่าดังก่อนอีกแล้ว
นี่มัน... พลังวิญญาณเข้าสู่ร่าง? แต่เขามิได้ทำอะไรมิใช่หรือ
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
เสียงเยือกเย็นสายหนึ่งดังมา หลินซูเยี่ยนเงยหน้า มองพบอวี๋เวิ่นโจวยืนอยู่ไม่ห่างไกล เส้นผมยุ่งเหยิงบ้าง ดูราวกับเพิ่งขี่กระบี่เหาะกลับมา
อวี๋เวิ่นโจวเดินมาใกล้ แววตาที่มองมาเจือความซับซ้อนชั้นหนึ่ง “เจ้าบรรลุขั้นหลอมปราณแล้วหรือ?”
หลินซูเยี่ยนมองเกล็ดหิมะไม่ไกล กุมศีรษะพลางตอบ “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
สิ้นคำ หลินซูเยี่ยนส่งยิ้มบางให้เขา บัดนี้หลินซูเยี่ยนถูกชำระล้างแล้ว หน้าไม่มีคราบโคลน ผิวดั่งขาวเฉกหิมะ เส้นผมที่เคยยุ่งเหยิงกระเซิงถูกเกล้าเกศาสักหวีขึ้นไปมัดสูงไว้อย่างเรียบร้อย ปลายผมทิ้งตัวลงบนเสื้อคลุม ดวงตาโตดำขลับเป็นประกายของเด็กน้อยจ้องเขม็งมองมา หว่างคิ้วโค้งน้อยๆ ดูน่ารักน่าชัง อาจเป็นเพราะผ่ายผอมทั้งตัว แม้ถูกห่อด้วยอาภรณ์หลายชั้นก็ดูไม่ออกว่าเจ้าเนื้อขึ้น ที่แท้กลับมียังดูน่าสงสารอยู่บ้าง
อวี๋เวิ่นโจวยอบตัวลงนั่ง สายตาจับไปยังแก้มเด็กน้อยที่แดงระเรื่อ ก่อนค่อยๆ ปัดหิมะบนศีรษะให้พลางเอ่ยเสียงเยือกเย็น “เหตุใดไม่เข้าไปข้างใน? หนาวเย็นปานนี้”
หลินซูเยี่ยนชี้ไปยังม่านหมอกขาวนั่น ทำปากยู่ “ไอหมอกขาวนั่น ดูเหมือนอาณาเขตคุ้มกัน ข้าไม่กล้าเข้า”
อวี๋เวิ่นโจวมองเขา ยื่นมือออก กลางฝ่ามือพลันปรากฏหยกขาวสลักลายสีครามแผ่นหนึ่ง เขายื่นให้หลินซูเยี่ยน พลางว่า “ถือสิ่งนี้ไว้ ครานี้ก็เข้าได้แล้ว”
หลินซูเยี่ยนรับหยกไว้ นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ขอบ... อาจารย์”
เอาล่ะ อันที่จริงเขายังไม่ค่อยชินที่จะเรียกอาจารย์นัก