สายฟ้าแสบตาฉีกม่านฟ้าออก แสงสีขาวส่องทะลุม่านหน้าต่าง ทำให้ทั้งห้องขาวโพลน
จากนั้น “ครืนนนนน—” เสียงฟ้าร้องกึกก้องจนแทบหูดับ
ฝนเทกระหน่ำลงมาทันที สาดกระแทกหลังคาอย่างหนักหน่วง ราวกับจะพัดมันปลิวไปทั้งแผง
เวินเจียหนิงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง เหงื่อท่วมตัวแต่ก็ยังไม่กล้ายื่นหัวออกมา ได้แต่เผยดวงตาคู่หนึ่ง จ้องหน้าต่างเขม็ง
หน้าต่างสองบานปิดไม่สนิท ลมข้างนอกแรงเหลือเกิน พัดกรอบหน้าต่างสั่นกระทบกันดังปึงปัง ลมพัดแทรกเข้ามาตามช่องว่างของหน้าต่าง ม่านเพิ่งพลิ้วขึ้น สายฟ้าอีกเส้นก็แลบผ่าน
เวินเจียหนิงตกใจจนรีบหลับตา ยกมือปิดหู
ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
ครั้งนี้เสียงฟ้าร้องเงียบหายไปนานกว่าจะคำรามลงมาอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับมีใครขว้างระเบิดเสียงลงมาตรงเหนือศีรษะ
แม้แต่แผ่นเตียงก็สั่นสะเทือนไปด้วย
เสียงฝน เสียงลม เสียงฟ้า… ผสานกันเป็นความโกลาหลอึกทึก
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงต่อเนื่องไม่ขาดสาย เวินเจียหนิงได้ยินแว่วๆ ว่ามีคนกำลังพูดกับเธอ
เสียงนั้นไม่ดังนัก แฝงความระมัดระวังอยู่เล็กน้อย คล้ายกลัวว่าจะทำให้เธอตกใจ
“หนิงหนิง”
เวินเจียหนิงค่อยๆ คลายมือที่ปิดหูออกเล็กน้อย เส้นผมข้างขมับเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากฝ่ามือ เหนียวหนึบแนบอยู่ข้างใบหู
นอกหน้าต่างฝนลมกระหน่ำ ความชื้นอบอวลไปทั่ว แต่ในห้องกลับอบอ้าวร้อนระอุ ราวกับโหลที่ปิดฝาแน่น
ซ่งถิงเยว่ไม่ได้ยินคำตอบ จึงเรียกเธออีกหลายครั้ง
เด็กสาวก็ยังคงเงียบไม่ตอบ
เขานั่งอยู่บนเสื่อ มองม่านที่ปิดไว้เพียงครึ่งบานตรงหน้า เงียบไปครู่ใหญ่ เมื่อผ้าม่านขยับไหว เขาก็ค่อยๆ ยกมุมผ้าขึ้นจากด้านล่าง แล้วยื่นมือไปวางไว้ตรงปลายเตียง
