ตอนหูอี้หมิงรีบมาถึง เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ระหว่างคนทั้งสองตั้งแต่ไกล
เขาลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะเดินเข้าไปหา “สหายซวินม่านลี่ หัวหน้ากรมให้ผมมาตามคุณไปครับ”
พอเข้าไปใกล้ เขาถึงเห็นว่าซวินม่านลี่ยังคงยิ้มแย้ม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่พอมองเวินเจียหนิงอีกที ก็เห็นชัดว่าในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไม่มิด
หูอี้หมิงงงไปหมด
สองคนนี้ตกลงดีกันหรือไม่ดีกันแน่นะ?
เขาไม่พูดมาก แค่ทักทายเวินเจียหนิงอย่างซื่อตรง “สวัสดีครับพี่สะใภ้”
“อย่าเรียกฉันว่าพี่สะใภ้เลย หูอี้หมิง” เวินเจียหนิงทำหน้าขึงขัง แล้วแก้ให้เขาอย่างจริงจัง
ถูกคนที่อายุมากกว่าตัวเองสองสามปีเรียกว่าพี่สะใภ้ ฟังอย่างไรก็รู้สึกแปลกหู
“ได้ ๆ ๆ คราวหน้าผมไม่เรียกแล้วครับ” หูอี้หมิงยิ้มรับ ก่อนชูนิ้วโป้งชมอย่างตื่นเต้น “เพลงที่คุณเล่นเมื่อกี้เพราะมากเลยครับ! ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยได้ยินเพลงไหนเพราะขนาดนี้มาก่อน!”
แม้เขาจะเคยคุยกับภรรยาหัวหน้ากรมแค่ครั้งเดียวตอนอยู่บนรถ แต่ก็คุยกันสนุกดี
คุณหนูคนนี้ไม่เพียงอายุน้อย แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย
ดีใจหรือโกรธ ทุกอย่างล้วนแสดงอยู่บนใบหน้าเล็ก ๆ นั่นอย่างชัดเจน
ไม่เหมือนผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลย
เขาสังเกตได้ชัดว่าตอนที่ตัวเองชมเวินเจียหนิง มีสายตาเย็นเยียบคู่หนึ่งตวัดมองเขา
แต่พอหันไปมอง ซวินม่านลี่ก็ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนพอดี
เขาจึงได้แต่เอ่ยชมตามน้ำไปอีกคำ “สหายซวินม่านลี่เล่นเออร์ฮูได้ดีเหมือนกันครับ”
