“ลู่สือเจ๋อ คุณมันสารเลว!”
เวินเหยาหยาตะโกนออกมาทั้งดวงตาแดงก่ำ วินาทีต่อมาเธอก็หันหลังวิ่งหนี หายลับไปจากตรงหน้าทั้งสองคนในพริบตา
เหยียนจือได้ดูละครฉากเด็ดแล้วก็หันไปเผชิญหน้ากับลู่สือเจ๋อด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
แม้เวินเหยาหยาจะโผล่มาอย่างกะทันหันจนเหยียนจือไม่ทันตั้งตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เธออยากเห็นที่สุด
“พี่ลู่ คุณเวินเป็นแบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอคะ?”
เสียงลังเลของหญิงสาวดึงความคิดของลู่สือเจ๋อกลับมา ร่างทั้งสองแนบชิดกัน บรรยากาศที่เพิ่งถูกขัดจังหวะพลันกลับมาอบอวลอีกครั้ง
ลู่สือเจ๋อพยายามไม่สนใจความรู้สึกบนร่างกายตัวเอง แล้วปลอบประโลมอารมณ์ของเหยียนจือ
“ไม่เป็นไรหรอก พี่จะให้หลิวเจ๋อคอยจับตาดูสถานการณ์บนอินเทอร์เน็ต ไม่มีอะไรหรอก”
ถึงจะพูดเช่นนั้น อารมณ์ของเหยียนจือก็ดูเหมือนจะยังไม่ดีขึ้น ลู่สือเจ๋อคิดเพียงครู่เดียวก็เดาได้ว่าเป็นเพราะอะไร
“กังวลว่าจะกระทบงานของพี่เหรอ?”
“...ค่ะ”
เหยียนจือพยักหน้าอย่างลังเล ก่อนเอ่ยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ถ้ามันกระทบจริง ๆ เราก็แยกกัน...”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าแยกกัน ลู่สือเจ๋อก็หรี่ตาลง แรงกดดันจากสีหน้าของเขาทำให้หญิงสาวหุบปากฉับ
“พี่มอบทั้งตัวให้จือจือแล้ว จือจือยังคิดจะสลัดพี่ทิ้งไปหาผู้ชายคนอื่นอีกเหรอ?”
เหยียนจือเบิกตากว้าง พระเอกคนนี้พูดจาหน้าไม่อายชะมัด ทั้งสองคนต่างก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมพอออกจากปากเขาแล้วกลับกลายเป็นว่าเขาเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว
