ซ่งจือเวยแค้นจนแทบคลั่ง เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าชุยเห็นภาพตรงหน้า ก็ได้แต่ถอนหายใจ
“พอเถอะ เข้าไปในจวนกันก่อน อย่าให้คนนอกเห็นแล้วเอาไปหัวเราะเยาะ”
เพียงคำพูดเดียวของฮูหยินผู้เฒ่าชุย กลิ่นอายคุกรุ่นราวกับดินปืนที่กำลังจะปะทุพลันมอดดับลง ชุยเจ๋อพาเฉินซือซือเข้าจวนเงียบ ๆ พลางมองซ่งจือเวยที่อยู่ห่างออกไป ก่อนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ก่อนแต่งงาน เขาเคยเห็นซ่งจือเวยลงไม้ลงมือกับบ่าวไพร่ตามอำเภอใจ ทั้งยังโหดเหี้ยมถึงขั้นทอดทิ้งคนไว้ข้างทางราวกับเมล็ดหญ้า
นับแต่นั้น ชุยเจ๋อก็เว้นระยะห่างจากบุตรีไท่ฟู่มาโดยตลอด เขาคิดว่านางหาใช่คนจิตใจดีไม่ แต่น่าเสียดายที่ซ่งจือเวยกลับถูกใจใบหน้านี้ของเขา นอกจากจะตามตื๊อไม่เลิกรา ยังบีบบังคับให้เขาแต่งงานกับนางอีกด้วย
หากเลือกได้ เขาก็อยากใช้ชีวิตเคียงคู่กับสตรีที่ตนพึงใจ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่างผาสุก ไม่ใช่ฝืนใจพาสตรีผู้หนึ่งกลับมาจากชายแดน จนทำให้บ้านไม่เป็นสุข
หลังจบงานเลี้ยงในครอบครัวอันเงียบเหงา ฮูหยินผู้เฒ่าชุยก็เรียกบุตรชายไปพบที่ห้องของตน
“ท่านแม่”
“เจ๋อเอ๋อร์ บอกแม่มาสิว่าเจ้าคิดอย่างไร”
ฮูหยินผู้เฒ่าชุยไม่เชื่อว่าบุตรชายของตนจะทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ นางให้สาวใช้ที่อยู่รอบข้างออกไปจนหมด ก่อนลดเสียงถามชุยเจ๋อว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไรกันแน่
“ท่านแม่ ข้าไม่อยากข้องเกี่ยวกับซ่งจือเวยผู้นั้น”
ชุยเจ๋อไม่ได้เอ่ยถึงเฉินซือซือ เพียงบอกความชิงชังที่มีต่อซ่งจือเวย ฮูหยินผู้เฒ่าชุยได้ฟังก็เข้าใจทันที ที่แท้เขาพาสตรีกลับมาเป็นโล่กำบังนี่เอง
