ตอนแม่ซุนผลักประตูเข้ามา ซุนอี้ก็ลงจากเตียงเตาแล้ว
“เสี่ยวอี้ ทำไมไม่พาน้องชายกับน้องสาวไปกินข้าวที่โรงอาหารล่ะ?”
ซุนอี้ถึงนึกขึ้นได้ว่า ทุกวันหลังเลิกงานต้องไปกินข้าวที่โรงอาหารใหญ่
“แม่ ตอนนั้นผมหลับไปแล้ว เดี๋ยวผมพาน้อง ๆ ไปกินเอง”
“ป่านนี้แล้วยังจะไปไหนอีกล่ะ วันนี้แม่เอาข้าวกลับมาหมดแล้ว ไปกินกันที่ห้องโถงใหญ่เถอะ”
ซุนอี้เดินตามแม่ไปยังห้องโถงใหญ่
ห้องโถงใหญ่เป็นห้องที่กว้างที่สุดในบ้าน ด้านในสุดมีเตียงเตาขนาดใหญ่
เป็นห้องที่พ่อ แม่ และน้องสาวนอนด้วยกัน
ตรงกลางมีโต๊ะตัวใหญ่วางอยู่ ซึ่งเป็นที่กินข้าวของคนในบ้านด้วย
พ่อซุน พี่ชายคนโตอย่างซุนเสวียน และน้อง ๆ นั่งอยู่ที่โต๊ะกันหมดแล้ว
หลังจากซุนอี้กับแม่ซุนนั่งลง พ่อซุนก็เอ่ยขึ้นว่า
“กินข้าวกันเถอะ”
“พ่อ รอเดี๋ยวนะครับ” ซุนอี้พูดจบก็เดินเข้าครัวไป
ไม่นานนัก ซุนอี้ก็ยกชามใบใหญ่ที่ใส่ไข่ไก่ป่ามาให้
“พ่อ แม่ พี่ใหญ่ นี่ไข่ไก่ป่าที่ผมเก็บได้วันนี้ ผมกับเสี่ยวเฮ่าและเสี่ยวเจี๋ยกินกันแล้ว นี่เหลือไว้ให้พวกพ่อครับ”
ซุนเสวียนมองไข่ไก่ป่าแล้วกลืนน้ำลาย “น้องรอง ทำไมถึงมีไข่ไก่ป่าตั้งเยอะ?”
“ฮ่า ๆ วันนี้โชคดีน่ะพี่ใหญ่ รีบกินเถอะครับ”
พ่อซุนหยิบไข่ไก่ป่าขึ้นมากิน “ต่อไปอย่าไปแถวนั้นบนเขาบ่อยนัก”
ซุนอี้พยักหน้า “ครับพ่อ ผมรู้แล้ว”
พ่อซุนพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ซุนเสวียนก็หยิบไข่ไก่ป่าขึ้นมากินเช่นกัน ส่วนแม่ซุนหยิบไข่มาฟองหนึ่ง แบ่งครึ่งแล้วให้ซุนเฮ่ากับซุนเจี๋ยคนละครึ่ง
จากนั้นก็หยิบอีกฟองยื่นให้ซุนอี้
ซุนอี้วางไข่ลงในชามโจ๊กข้นของแม่ซุน
“แม่ ตอนบ่ายผมกินไปตั้งสี่ฟองแล้ว แม่กินเถอะ ไม่ต้องแบ่งให้พวกเราแล้ว
เสี่ยวเฮ่ากินไปสามฟอง ส่วนเสี่ยวเจี๋ยก็กินไปสองฟองแล้ว”
แม่ซุนถึงได้เริ่มกิน
ซุนอี้มองหมั่นโถวสีดำคล้ำสองลูกตรงหน้า ไม่รู้ว่าทำจากอะไร
ข้าง ๆ ยังมีโจ๊กข้นสีเขียวอยู่ชามหนึ่ง ดูแวบเดียวก็รู้ว่าใส่ผักป่าลงไปไม่น้อย
ซุนอี้กัดหมั่นโถวสีดำคล้ำเข้าไปคำหนึ่ง สรุปได้สองคำว่าไม่อร่อย แถมยังบาดคออีกนิดหน่อย
เขารีบยกโจ๊กข้นสีเขียวขึ้นดื่มหนึ่งอึก เป็นอย่างที่คิด รสชาติยังแย่อยู่ดี
แต่ความหิวที่ส่งมาจากท้องก็ทำให้ซุนอี้ต้องกินหมั่นโถวสลับกับดื่มโจ๊กข้นจนหมด
ซุนอี้มองคนในบ้านที่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่น้องชายกับน้องสาวก็ไม่ได้ทำท่ารังเกียจเลย
ทั้งคู่กินหมั่นโถวสีดำ ดื่มโจ๊กข้นสีเขียว สีหน้ามีความสุขเสียด้วย
หลังกินข้าวเสร็จ พ่อซุนก็พูดกับซุนอี้ว่า
“เสี่ยวอี้ ช่วงสองสามวันนี้ไม่ต้องไปทำงานนะ วันนี้ลูกเป็นลมในนา พักผ่อนอยู่บ้านให้ดีสักสองสามวัน”
นี่เป็นสิ่งที่ซุนอี้ต้องการพอดี ตอนที่เขากลับมาเกิดใหม่ เขาไม่อยากทนลำบากเหมือนตอนหนุ่ม ๆ ในชาติก่อนอีกแล้วจริง ๆ
แค่คิดว่าต้องลงนาไปทำงาน ซุนอี้ก็รู้สึกหวาดหวั่นแล้ว
พอได้ยินพ่อซุนบอกให้พักอยู่บ้านสักสองสามวัน ซุนอี้ก็ตอบอย่างดีใจว่า
“ครับพ่อ ผมรู้แล้ว สองสามวันนี้ผมจะไม่ไปทำงาน”
พ่อซุนพยักหน้า จากนั้นก็หยิบกล้องยาสูบไปนั่งสูบอยู่ตรงประตู
ซุนอี้ได้กลิ่นควันแล้วก็อยากสูบบุหรี่ขึ้นมาเหมือนกัน แต่ไม่กล้าขอกล้องยาสูบจากพ่อซุนมาสูบ
ตอนนั้นเอง ซุนอี้เห็นพี่ชายคนโต ซุนเสวียน กำลังถือบุหรี่มวนหนึ่ง จุดไม้ขีดแล้วสูบขึ้นมา
ซุนอี้อดใจไม่ไหว รีบเข้าไปหาพี่ชาย
เขาดึงซุนเสวียนเดินออกไปนอกลานบ้าน ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดสักคำ
พอถึงหน้าประตูรั้ว ซุนอี้ก็ถอดบุหรี่จากปากซุนเสวียนใส่ปากตัวเองต่อหน้าพี่ชายที่กำลังยืนงง
จากนั้นก็เริ่มพ่นควันออกมาอย่างเพลิดเพลิน สีหน้าซุนอี้เต็มไปด้วยความสุข
เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าพี่ชายเริ่มหน้าบึ้งแล้ว
ซุนเสวียนตบหัวซุนอี้ดังเพียะ
“แกอยากโดนซ้อมหรือไง?”
“พี่ใหญ่ ตีผมทำไม?”
“ฉันตีแกทำไมงั้นหรือ? ไอ้หนูนี่ชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกวันแล้วนะ ใครอนุญาตให้แกสูบบุหรี่ แล้วยังกล้าดีมาแย่งบุหรี่ฉันอีก”
“พี่ใหญ่ ผมสูบบุหรี่พี่ไปไม่กี่คำเอง ทำไมขี้เหนียวจังล่ะครับ”
ซุนเสวียนเตะซุนอี้กระเด็นออกไปทันที
“เห็นทีแกคงอยากโดนซ้อมจริง ๆ กล้าพูดกับฉันแบบนี้ สงสัยหลายปีมานี้ฉันไม่เคยตีแกเลยทำให้แกได้ใจจนลืมตัวสินะ”
ซุนอี้นอนงงอยู่บนพื้น ในความทรงจำของเขา พี่ชายไม่ได้ตีเขามานานมากแล้ว
พอลองคิดถึงชาติก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องทั้งสามก็ดีมาตลอด
เขามักจะแย่งบุหรี่พี่ชายมาสูบอยู่บ่อย ๆ แต่พี่ชายก็ได้แต่ยิ้ม ไม่เคยตีเขาสักครั้ง
ซุนอี้เด้งตัวลุกขึ้นจากพื้น ในที่สุดก็เข้าใจว่าตอนนี้เขากลับมาเกิดใหม่แล้ว
เขายังเป็นเด็กหนุ่มอายุ 15 ปี สูบบุหรี่ก็ว่าไปอย่าง แต่กล้าแย่งบุหรี่พี่ชาย แบบนี้ก็สมควรโดนซ้อมจริง ๆ
ซุนอี้ยิ้มแห้ง ๆ “พี่ใหญ่ ผมยังปรับตัวไม่ทันนี่ครับ”
“พูดอะไรเหลวไหล หรือจะให้ฉันตีแกอีกรอบ จะได้ช่วยให้ปรับตัวได้ล่ะ?”
ซุนอี้คืนบุหรี่ครึ่งมวนที่เหลือให้พี่ชาย แล้วก็ยิ้มแหย ๆ
เขาขยับเข้าไปใกล้พี่ชาย “พี่ใหญ่ พี่ยังมีบุหรี่อีกไหมครับ?”
ซุนเสวียนคว้าไหล่ซุนอี้ไว้แล้วกระชากตัวเขาขึ้นมา
“พี่ใหญ่ เจ็บ ๆ รีบปล่อยมือสิครับ”
ซุนเสวียนปล่อยมือ ซุนอี้ลงมายืนบนพื้นแล้วนวดไหล่ตัวเอง
“เมื่อก่อนบอกให้แกฝึกวิชาหมัดดี ๆ แกก็ไม่ยอมฝึก ตอนนี้อยากฝึกก็ไม่ทันแล้ว”
ซุนอี้นึกขึ้นได้ว่าเขากับพี่ชายฝึกวิชาหมัดที่ผู้เฒ่าถ่ายทอดให้มาด้วยกันมาตลอด
ผู้เฒ่าจากไปตั้งแต่สองปีก่อน ตอนนั้นซุนเฮ่ายังเด็ก ผู้เฒ่าเลยไม่ได้ถ่ายทอดให้เขา
ส่วนพ่อซุนรู้แค่ผิวเผิน ตามคำพูดของผู้เฒ่าคือพ่อไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้
วิชาหมัดที่ผู้เฒ่าถ่ายทอดมีอยู่เพียงสามขั้น ได้แก่ พลังหมัดเปิดเผย พลังหมัดเร้นลับ และพลังหมัดแปรเปลี่ยน
ชาติก่อนซุนอี้ไม่ค่อยได้ฝึกจริงจัง พลังหมัดจึงอยู่แค่ขั้นเร้นลับ
แต่พี่ชายซุนเสวียนฝึกจนถึงขั้นแปรเปลี่ยนได้ ชาติก่อนพี่ชายอาศัยฝีมือนี้ ตอนอายุสามสิบกว่า ๆ ก็ได้เข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ
ตอนนี้ซุนอี้อยากฝึกให้ดีเหมือนกัน เพราะสิ่งนี้ช่วยรักษาชีวิตได้
“พี่ใหญ่ ทำไมตอนนี้ถึงฝึกวิชาไม่ได้ล่ะครับ?”
ซุนเสวียนตอบอย่างหงุดหงิดว่า “ตอนนี้แค่กินให้อิ่มยังทำไม่ได้ จะฝึกบ้าบออะไร การฝึกวิชากินแรงมาก ตอนนี้ไม่มีอาหารพอจะประคองให้ฝึกได้หรอก”
ซุนอี้พยักหน้า แต่ไม่ได้คิดจะยอมแพ้ อย่างไรเสียเขาก็มีนิ้วทองคำอยู่
ถึงจะร่ำรวยมหาศาลไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องกินให้อิ่มและกินให้อร่อยสิ
ซุนเสวียนสูบบุหรี่จนหมด แล้วโยนก้นบุหรี่ทิ้งอย่างส่ง ๆ
“ต่อไปถ้าแกกล้าแย่งบุหรี่ฉันอีก ฉันจะช่วยขัดเกลาหนังแกสักหน่อย”
“ชิ บุหรี่ห่วย ๆ ของพี่ ผมยังไม่อยากสูบเลย”
ซุนอี้พูดจบก็วิ่งหนีไป ส่วนซุนเสวียนไม่ได้ตาม
พอซุนอี้เข้ามาในลานบ้านก็เริ่มมองหาว่ามีอะไรพอจะปลูกได้บ้าง
แต่พอค้นทั่วบ้านแล้วก็ไม่เจออะไรที่ปลูกได้เลย
ในบ้านไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวสักเม็ด มันเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพด... ของพวกนี้ไม่มีให้เห็นแม้แต่เงา
ซุนอี้จึงได้แต่ยอมแพ้ ยุคนี้พอตกกลางคืนก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก
ซุนอี้เล่นกับซุนเจี๋ย น้องสาวอยู่พักหนึ่ง ก่อนกลับไปนอนที่ห้องปีกตะวันออก
หลังจากซุนอี้ล้มตัวลงบนเตียงเตา เขากลับนอนไม่หลับ
บนเตียงเตาปูไว้แค่เสื่อหญ้าผืนเดียว พอนอนลงไปก็รู้สึกเจ็บกระดูกแผ่นหลังเหมือนถูกเสื่อกดทับ
ตอนบ่ายเขายังไม่ทันรู้สึกอะไร พอล้มตัวลงก็หลับไปเสียแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ง่วงเลย นอนท่าไหนก็รู้สึกไม่สบายตัว
เมื่อเห็นซุนเฮ่าผู้เป็นน้องชายหลับสนิท ซุนอี้ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่า เด็ก ๆ ในยุคนี้อึดกันจริง ๆ
