ตอนแรกเวินอวี้เซิงคิดเอาไว้ง่าย ๆ ว่า ถ้าทั้งคู่ให้เกียรติกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ก็ดีที่สุด แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าพูดจาทำร้ายกัน
ทว่าภรรยาที่อายุน้อยกว่าเขา 5 ปีคนนี้ช่างร่าเริงเกินไปสำหรับเขาจริง ๆ
แต่เช้าตรู่เธอก็ลากเขาไปที่สวนไร่นาเพื่อเก็บผลไม้กับผัก จากนั้นยังพาไปตกกุ้งอีกด้วย
“อุ๊ย! เสื้อผ้าคุณเปื้อนหมดแล้ว คราวหน้าลองเปลี่ยนมาใส่แบบฉันสิ”
เจียงหม่านเยวี่ยอวดชุดทำงานตัวสั้นของตัวเองให้เวินอวี้เซิงดู
แขนเสื้อกับขากางเกงรัดกระชับ จะได้ทำงานสะดวก
เวินอวี้เซิงพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย พลางมองเจียงหม่านเยวี่ย
“ดูเหมือนจะ...ไม่เหมาะเท่าไรนะ”
ที่เขาอยากพูดมากกว่าคือมันดูไม่เรียบร้อย แต่กลัวว่าเจียงหม่านเยวี่ยจะไม่พอใจหากได้ยิน
คนอย่างพวกเขาจะไปใส่เสื้อผ้าที่ดูเหมือนชาวไร่ชาวนาแบบนี้ได้อย่างไร
แต่เจียงหม่านเยวี่ยใส่แล้วดูดีทีเดียว เดิมทีเธอก็ตัวเล็กน่ารักอยู่แล้ว พอแต่งแบบนี้ยิ่งดูน่าเอ็นดูและซุกซน
“ไม่เหมาะตรงไหนกัน ที่นี่ก็ไม่มีใครสักหน่อย อยากแต่งตัวยังไงก็แต่งสิ!”
ต่างจากเวินอวี้เซิงที่วางตัวเคร่งครัด เจียงหม่านเยวี่ยดูราวกับไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองแต่งงานแล้วและเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่าทางยังเหมือนเด็กอยู่เลย
เจียงหม่านเยวี่ยพาเวินอวี้เซิงไปที่ริมบ่อปลา ตรงนี้น้ำตื้นและมีหญ้าน้ำขึ้นปกคลุม เหมาะแก่การตกกุ้งมาก
เธอชักมีดเล่มเล็กที่เอวออกมา หั่นตับหมูที่นำมาด้วยเป็นชิ้นหนึ่ง แล้วผูกมันเข้ากับเชือกบนคันไม้ไผ่ ก่อนส่งให้เวินอวี้เซิง
“เอ้า ลองดู กุ้งพวกนี้ตกง่ายมาก ต่อให้โดนดึงขึ้นจากน้ำแล้วก็ยังไม่หนีหรอก”
เวินอวี้เซิงรับคันเบ็ดทำเองอย่างง่าย ๆ ไปหย่อนลงน้ำ
เจียงหม่านเยวี่ยผูกตับหมูอีกชิ้นเข้ากับเบ็ดของตัวเอง แล้วหย่อนคันเบ็ดลงน้ำห่างจากเวินอวี้เซิงไปไม่กี่ก้าว
เธอที่เป็นมือเก๋ายังตกกุ้งไม่ได้สักตัว แต่ของขวัญสำหรับมือใหม่ของเวินอวี้เซิงกลับมาถึงแล้ว
ทว่าเขาตกกุ้งไม่เป็น รอไม่ทันให้กุ้งคีบตับหมูแน่นก็ยกคันเบ็ดขึ้นเสียก่อน ของขวัญชิ้นโตก็หลุดมือไป
“ตกแบบนั้นไม่ได้ เดี๋ยวฉันสอน”
เจียงหม่านเยวี่ยวางคันเบ็ดของตัวเองไว้ข้าง ๆ แล้วใช้ก้อนหินทับเอาไว้
เธอเดินไปยืนข้างเวินอวี้เซิง เอื้อมมือมาจับคันเบ็ดเอาไว้
“ดูให้ดีนะ”
ทั้งสองยืนชิดกันมาก เวินอวี้เซิงมองเห็นขวัญผมบนกระหม่อมของเธอได้อย่างชัดเจน
วันนี้เจียงหม่านเยวี่ยขี้เกียจ จึงไม่ได้มัดผม ปลายผมยังแห้งกรอบเหลืองซีดเพราะขาดการบำรุงอยู่บ้าง
ถ้าบำรุงอีกสักพักก็น่าจะดีขึ้น.......
“เฮ้! ยกคันเบ็ดสิ ยกเร็ว!”
เสียงร้องของเจียงหม่านเยวี่ยขัดจังหวะความคิดของเวินอวี้เซิง
เขามองมือของเจียงหม่านเยวี่ยที่เผลอทับอยู่บนมือเขา แล้วค่อย ๆ ชักมือกลับ
กุ้งตัวนี้ใหญ่มาก หางก็อวบ ดูแล้วน่าจะอร่อย
เจียงหม่านเยวี่ยดึงเชือก ยกกุ้งไปเหนือถังแล้วสะบัดเบา ๆ กุ้งก็ตกลงไปในถัง
“เห็นไหม ง่ายใช่ไหม เรามาแข่งกันดีกว่า ใครจับได้มากกว่ากัน?”
เกมเด็ก ๆ แบบนี้เวินอวี้เซิงเลิกเล่นตั้งแต่อายุ 10 ขวบแล้ว แต่เขาก็ยังพยักหน้า
บางทีเขาอาจไม่อยากทำให้เจียงหม่านเยวี่ยหมดสนุก หรือไม่ก็เพราะรอยยิ้มของเธอสดใสและปล่อยตัวตามสบายเกินไป
เขาไม่ได้รู้สึกเป็นอิสระแบบนี้มานานแล้ว
ตอนอยู่บ้านก็ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ พอแต่งออกเรือนก็ต้องเชื่อฟังภรรยา และตอนนี้เจียงหม่านเยวี่ยก็คือภรรยาของเขา
ทั้งคู่ตกกุ้งกันจนถึงเที่ยงถึงค่อยกลับ ได้กุ้งมาไม่น้อยเลย
แต่ถังของเวินอวี้เซิงเต็มกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เจียงหม่านเยวี่ยคิดว่านี่คงเป็นสิทธิพิเศษของมือใหม่
“ทำไมกุ้งถึงชอบตับหมูฝั่งคุณนักนะ ทั้งที่ก็เกิดจากหมูตัวเดียวกันแท้ ๆ”
เสี่ยวขุยทำท่าจะรับถังของเวินอวี้เซิงไป แต่ถูกปฏิเสธ
เวินอวี้เซิงหิ้วถังของตัวเองเดินนำไปข้างหน้า
“คงเพราะผมอดทนมากกว่ามั้ง”
เวินอวี้เซิงอ่านหนังสือและคัดอักษรมาตลอด มือจึงนิ่ง ทั้งยังมีความอดทนมากพอ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจียงหม่านเยวี่ยคิดไปเองหรือเปล่า เธอรู้สึกว่าน้ำเสียงของเวินอวี้เซิงฟังดูเหมือนกำลังภูมิใจและอวดตัวอยู่หน่อย ๆ
กุ้งตัวโตในถังถูกยกขึ้นโต๊ะอาหารในมื้อกลางวัน เวินอวี้เซิงไม่ค่อยชินกับอาหารเผ็ดจัดแบบนี้
เขากินไปแค่หนึ่งหรือสองตัว ปากก็แดงเพราะความเผ็ด น้ำตาแทบจะไหลออกมา
เจียงหม่านเยวี่ยเห็นแล้วรีบถามเสี่ยวขุย
“มีน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายขาวไหม?”
“มีครับ มีครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้”
พอเสี่ยวขุยวิ่งออกไป เจียงหม่านเยวี่ยก็หันมาหาเวินอวี้เซิง
“กินไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนสิ จะพยายามทำไม?”
เวินอวี้เซิงไอไปพลางอธิบายไปพลาง
“แค่ก ผมอยากลองดู ไม่คิดว่าจะเผ็ดขนาดนี้ แค่ก ๆ”
เจียงหม่านเยวี่ยถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนเดินเข้าไปช่วยลูบหลังให้
“งั้นเดี๋ยวฉันแกะกุ้งให้ แล้วเอาไปล้างน้ำสักรอบค่อยกินนะ”
เมื่อฝ่ามือแตะลงบนแผ่นหลังของเขา เจียงหม่านเยวี่ยถึงได้รู้ว่าเขาผอมขนาดไหน ถึงกับคลำเจอกระดูกเลย
เสี่ยวขุยยืนอยู่หน้าประตูมาสักพักแล้ว เขาทั้งเป็นห่วงสุขภาพของคุณชาย ทั้งกลัวว่าจะไปรบกวนบทสนทนาของทั้งคู่
เจียงหม่านเยวี่ยเป็นฝ่ายสังเกตเห็นเขาก่อน จึงเรียกให้เข้ามา
“กินน้ำผึ้งนี่สักคำ อมไว้ในปากก่อน รอสักพักค่อยกลืน พอหายเผ็ดแล้วค่อยกลืนลงไปนะ”
“อืม”
เวินอวี้เซิงทำตามอย่างว่าง่าย
เจียงหม่านเยวี่ยหยิบผ้าเช็ดหน้าจากมือเขามาซับน้ำตาตรงหางตาให้
เสี่ยวขุยมองคุณชายของตน แล้วมองเจียงหม่านเยวี่ย ก่อนก้มหน้าเดินออกไปเงียบ ๆ
เจียงหม่านเยวี่ยกลับไปนั่งที่เดิม เริ่มแกะกุ้ง พลางไม่ลืมแนะนำอาหารบนโต๊ะให้เขาฟัง
“ดูมะเขือยาวนี่สิ ลูกที่เราเก็บมาเมื่อเช้า เอาไปผัดกับหมูสับ กินกับข้าวแล้วอร่อยมาก แล้วยังมีผักโขมนี่อีก.......”
เวินอวี้เซิงฟังเจียงหม่านเยวี่ยแนะนำอาหารแต่ละจานอย่างคล่องแคล่ว น้ำเผ็ดในปากค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงรสหวานละมุนของน้ำผึ้ง
มื้อนี้เป็นมื้อที่เวินอวี้เซิงกินได้มากที่สุดในรอบหลายวัน แม้แต่กุ้งที่เจียงหม่านเยวี่ยแกะให้ก็ยังกินจนหมด
ตอนเสี่ยวขุยมายกชามเกือบจะร้องไห้ด้วยความดีใจ
หลังกินข้าวเสร็จ เจียงหม่านเยวี่ยก็ลากเวินอวี้เซิงไปเดินเล่น
“คุณว่าปลูกดอกไม้ตรงนี้ดีไหม?”
เวินอวี้เซิงมองไปตามทิศทางที่เจียงหม่านเยวี่ยชี้ แล้วพยักหน้า
“แล้วแต่คุณ เรียกคนสวนมาจัดการก็ได้”
“ฉันไม่เอาหรอก ฉันอยากปลูกเอง พรุ่งนี้คุณว่างไหม ไปซื้อเมล็ดพันธุ์เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม?”
ถ้าเจียงหม่านเยวี่ยพูดว่าไปซื้อเมล็ดพันธุ์ด้วยกัน เวินอวี้เซิงอาจปฏิเสธ เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้แค่ให้คนรับใช้ไปทำก็พอ ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง
แต่เจียงหม่านเยวี่ยบอกว่าจะให้เขาไปเป็นเพื่อน...
“ก็ได้ ผมไปเป็นเพื่อนคุณ”
คืนนั้นเวินอวี้เซิงหลับสนิทมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยจากกิจกรรมตอนกลางวันหรือเปล่า
เช้าวันต่อมาเวินอวี้เซิงตื่นตั้งแต่เช้า ส่วนเจียงหม่านเยวี่ยยังหลับอยู่
เขาเอียงหน้ามองเธออยู่นาน ก่อนลุกจากเตียง ระหว่างเดินผ่านเตียงเล็กของเจียงหม่านเยวี่ย เขาก็ก้มลงมองเธออีกครั้ง
เตียงเล็กนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่พอดีกับเจียงหม่านเยวี่ยเวลานอน
เธอกอดผ้าห่มขดตัวเป็นก้อนกลมเหมือนลูกแมว ใบหน้าครึ่งหนึ่งซุกอยู่ในผ้าห่ม หลับอย่างสบายใจ
เขาย่องเบา ๆ ไปล้างหน้าบ้วนปากที่ห้องด้านนอก พอกลับมาเจียงหม่านเยวี่ยก็ยังไม่ตื่น
เขายืนข้างเตียงเรียกเธอสองครั้ง เจียงหม่านเยวี่ยพลิกตัว หันก้นน้อย ๆ ให้เขา แล้วหลับต่อ
เวินอวี้เซิงเผลอยกมุมปากขึ้น ก่อนรีบกดมันลง
เขาย่อตัวลง แล้วใช้นิ้วจิ้มแผ่นหลังเจียงหม่านเยวี่ยเบา ๆ
“ตื่นเร็วเข้า ถ้าไม่ลุก ตลาดก็วายก่อนแล้ว”
“หืม?”
ในที่สุดเจียงหม่านเยวี่ยก็ตื่นขึ้นมา ส่งเสียงงึมงำในลำคอ
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”