เด็กที่กลับมาจากการออกเก็บเกี่ยวได้ ส่วนใหญ่ล้วนมี 'คุณสมบัติเบื้องต้นในการลงสุสาน' ส่วนที่ตายไป ก็ตายไป
จางไห่ถงจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น รู้เพียงว่ากิ่งไม้สัมฤทธิ์กิ่งนั้นหายไป และชั่วขณะหนึ่งสติของเขาดูเหมือนจะย้อนกลับไปยังโลกของตัวเอง ส่วนร่างของคนตระกูลจางนี้ถูก 'ควบคุม' ราวกับมีอะไรมาเชิด ไล่ฆ่าคนไปทั่ว
ส่วนใบหน้าที่น่าสะพรึงในสายตาคนนอกนั้น จริงๆ แล้วเกิดจากการลงสุสานและการต่อสู้จนหน้ากากหนังมนุษย์ของเขาหลุดออกมา
เมื่อได้สติอีกที ก็พบว่าตัวเองอยู่กลางป่ากลางเขา ตัวเต็มไปด้วยเลือด ตลอดทางที่เร่งเดินทาง ความทรงจำเกี่ยวกับการสังหารหมู่ที่คฤหาสน์ตระกูลสวีค่อยๆ ผุดขึ้นในหัว
คลื่นไส้อาเจียนอย่างที่คิดไว้กลับไม่มาตามคาด ราวกับว่าเขาเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ปฏิกิริยาของตัวเองนั้นเกินคาด ดูสงบนิ่งเกินเหตุ
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?
บ้าเอ๊ย แปลกชะมัด
ในโลกปัจจุบันเขาตายไปแล้ว แล้วจะกลับไปได้ยังไงอีกล่ะ? จางไห่ถงจำได้เพียงแค่ว่าตอนที่สติย้อนกลับไปยุคไหนสักแห่งนั้น ทั้งคนสับสนวุ่นวายไปหมด ตาก็มองเห็นภาพไม่ชัด แขนขาไม่มีแรง
หรือว่าจะฟื้นขึ้นมาในสภาพศพ?
แต่นี่ฉันก็กลับมาแล้วนี่นา ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น?
ข้อมูลที่มีอยู่น้อยเกินไป จางไห่ถงวิเคราะห์ไม่ได้ ทำได้เพียงปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะกิ่งไม้สัมฤทธิ์นั่น
ก่อนจะกลับไปที่บ้านเก่าตระกูลจาง เดิมทีจางไห่ถงคิดจะเอาเครื่องใช้ในสุสานไปแลกเงิน สะสมทรัพย์สินไว้เป็นของตัวเองบ้าง
แต่เมื่อกลับไปแล้วต้องถูกตรวจค้นร่างกายแน่ ถ้าพกมาเยอะไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความสงสัย ยังเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เงินพวกนี้เขาคงเอาติดตัวไปไม่ได้แน่
ส่วนจะเก็บไว้ข้างนอก เด็กอย่างเขาก็หาที่ซ่อนที่น่าไว้วางใจไม่ได้ ต่อให้ฝังไว้ในป่าเขา แต่ตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ จักรพรรดิถงจื้อก็ดับไปแล้ว ตอนนี้คือยุครัชศกกวางซวี่ โลกกำลังเข้าสู่ยุคอลหม่าน เงินซ่อนไว้ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย
อยู่ตัวเปล่าดีกว่า จะได้ไม่ต้องทำงานให้คนอื่นฟรีๆ
อีกอย่างตระกูลจางเก่าเน้นให้จัดการของโจรที่ได้มารวมกัน ยกเว้นกรณีพิเศษ ถ้าขืนแอบจัดการเองแล้วเกิดเรื่องขึ้นมา กลับไปก็มีหวังซวยแน่
จางไห่ถงไม่คิดอะไรมาก ยังไงก็อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่นให้ได้ สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนถนัดที่สุดคือการทำตามกฎ ในโลกของบันทึกการขุดสุสาน บางครั้งการทำตามกฎถึงจะเอาชีวิตรอดได้ เอาชีวิตรอดได้แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น
เรื่องเร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือรีบเดินทางกลับบ้านเกิดทางตะวันออกเฉียงเหนือของตน
……
ยุครัชศกกวางซวี่ ความเสื่อมโทรมของราชวงศ์ชิงชัดเจนอย่างยิ่ง สองข้างทางมีศพผู้อดตายนับไม่ถ้วน ตลอดสิบห้าวันที่ผ่านมา ผู้คนที่ขอข้าวขอเสบียงมีมากมายนับไม่ถ้วน
เมื่อเข้าสู่เขตอิทธิพลของตระกูลจาง ยามลับก็ปรากฏตัวขึ้น โบกมือให้เขาเปิดห่อสัมภาระและถอดเสื้อช่วงบนออก
ยามลับผู้นั้นเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ท่วงท่าองอาจผึ่งผาย นางมีรูปโฉมงดงามเข้มข้น ราวกับภูตพรายเสน่ห์ล้นที่ดูดวิญญาณในนิยาย
จางไห่ฉี
หญิงงามชื่อกระฉ่อนแห่งสายหลัก
ความเข้มข้นของสายเลือดสูงมาก
ตามหลักแล้วคนผู้นี้ไม่ควรมาทำหน้าที่เป็นยามลับอยู่รอบนอก คาดว่าตอนออกภารกิจคงทำเรื่องเกินเลยอะไรสักอย่าง เลยถูกผู้อาวุโสตระกูลลงโทษให้มา 'ลิ้มรสความทุกข์ยากของชาวบ้าน'
จางไห่ถงยังไม่ได้รับรอยสักแบบสมบูรณ์ คนสายหลักสักรูปกิเลน เริ่มจากดวงตาก่อนแล้วค่อยๆ ขยายออกไป ตอนแรกสุดก็แค่แต้มจุดหนึ่งจุด จากนั้นค่อยทยอยเพิ่มเติมจนสมบูรณ์
สายรองแม้ไม่ใช่กิเลน แต่แนวทางก็คล้ายกัน เป็นพวกสัตว์ดุร้ายอย่างฉงฉี่
ปกติเด็กตระกูลจางจะสักลวดลายสมบูรณ์เมื่ออายุสิบห้าปี รอยสักบนตัวเขายังเสร็จสมบูรณ์เพียงสองในสาม สักเต็มไหล่ซ้ายและหน้าอกซ้ายแล้ว เหลือก็เพียงส่วนหลัง
ระหว่างเร่งเดินทางติดต่อกัน รอยสักก็จะปรากฏขึ้นมาได้เช่นกัน
จางไห่ฉีเดินเข้ามาตรวจสอบรอยสักและมือขวาของเขา จากนั้นดูที่ห่อสัมภาระ แล้วคืนของทั้งหมดให้ตามเดิม
ก่อนจากไป เขาได้ยินหญิงผู้นี้พูดว่า: "เด็กน้อย ไม่เลวนี่ อายุสิบกว่าปีเองหรือ? อนาคตไกลเกินคาดนะ"
"ชื่ออะไร?"
ในตระกูลจาง การมีอนาคตไกลเป็นเรื่องที่น่าสังเวชมาก
แน่นอนว่าไม่มีอนาคตไกลยิ่งน่าสังเวชกว่า
มีอนาคตไกลก็ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์เสี่ยงตายต่างๆ นานา ตายอย่างแปลกประหลาด ต่อให้ถูกนำกลับออกมาได้ ก็ต้องมีโลงเหล็กหุ้มปิด น้ำโลหะผนึกตาย ถ้าไม่มีอนาคตไกล ก็เป็นวัตถุสิ้นเปลืองและถุงเลือด
ยังไงก็ตาย ไม่มีใครดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่
"จางไห่ถง" จางไห่ถงสีหน้าแข็งทื่อ ฝืนยิ้มไม่ออก จึงได้แต่พยักหน้า ในจวนตระกูลจาง เด็กๆ ไม่ทำหน้าไร้อารมณ์ก็อาจถึงขั้นกลายพันธุ์ หน้าไร้อารมณ์ยังดีกว่า ส่วนคนที่กลายพันธุ์น่ะนิสัยน่ากลัวสุดๆ เป็นคนมองโลกในแง่ดีเกินเหตุท่ามกลางความสิ้นหวังอย่างประหลาด
จางไห่ฉีคือตัวอย่างคลาสสิก
จะว่าเธอนิสัยแย่ก็ไม่เชิง อาจเป็นเพราะในสภาพแวดล้อมแบบนี้ นิสัยอย่างเธอถึงทนแรงกดดันและอดทนได้ดีกว่าก็เป็นได้
มองตามแผ่นหลังของจางไห่ถง จางไห่ฉีลูบคาง เด็กตระกูลจางฆ่าคนเป็นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ที่ยากคือ อายุสิบกว่าปีถึงฆ่าคนได้มากขนาดนี้
กลิ่นคาวเลือดและเจตสังหารอย่างนั้น การฆ่าคนเพียงคนเดียวไม่มีทางเกิดขึ้นได้
จางไห่ถง นั่นก็คือเด็กพิลึกคนนั้นนี่เอง? จางไห่ฉีหัวเราะหนึ่งครั้ง แล้วหลบกายกลับไปยังที่ซ่อนเพื่อเฝ้ายามต่อ บรรดาแมลงตัวน้อยในกอหญ้าตกใจวิ่งหนีกระเจิง แทบอยากอยู่ให้ห่างจากร่างของหญิงสาวไปไกลถึงแปดวา
……
กลับมาถึงที่พักเดิม จางไห่ถงมอบเครื่องใช้ในสุสานให้อาจารย์ ลงทะเบียนชื่อตัวเองแล้ว ยังต้องกลับไปที่ห้องเพื่อเขียนบันทึกการออกเก็บเกี่ยว
คล้ายกับรายงานการทำงานในชาติก่อน ใช้เป็นหลักฐานจัดเก็บของตระกูลจางเป็นหลัก ทุกสิ่งที่นำเข้ามาในตระกูลจาง หรือสุสานที่คนตระกูลจางเคยลงไป หรืองานที่ออกไปทำ เมื่อกลับมาล้วนต้องเขียนบันทึกและจัดเก็บไว้
ตระกูลใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้ มีระบบการรวบรวมและจัดการข้อมูลของตน สามารถทำได้อย่างลื่นไหลมาก
ข้อมูลต่างๆ ที่สายหลักรวบรวมเหล่านี้ จะนำไปเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของสายหลักทั้งหมด
ตระกูลจางได้สร้างหอจดหมายเหตุขึ้นทั้งหมดสี่แห่ง ได้แก่ หอจดหมายเหตุตะวันตก ฉาหม่าจง, หอจดหมายเหตุตะวันออกและหอจดหมายเหตุทะเลใต้นันหยาง, และสุดท้ายคือหอจดหมายเหตุเหนือที่สายหลักตระกูลจางตะวันออกเฉียงเหนือดูแล
จางไห่ถงแม้จะเป็นสายรอง แต่ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่กับสายหลัก ดังนั้นบันทึกของเขาก็ยังให้สายหลักจัดการ ต่อไปหากมีการแบ่งกลุ่ม ก็ค่อยว่ากันไปตามความเหมาะสม
เครื่องใช้ในสุสานที่ได้จากการออกเก็บเกี่ยว โดยทั่วไปแล้วจะถูกผู้เชี่ยวชาญของตระกูลจางนำไปซื้อขายในตลาดมืด แบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ คือ จัดจำหน่ายผ่านซ่องทางของกลุ่มอิทธิพลอื่น, ขายผ่านช่องทางของสายหลัก และขายปลีกย่อยแก่ผู้ซื้อทั่วไป มีส่วนน้อยที่ทางสายหลักเก็บรักษาไว้ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนหรือ 'รักษามูลค่า'
เครื่องใช้ในสุสานที่เก็บไว้และทองคำที่หลอมจากเงินที่ขายเครื่องใช้ในสุสาน ส่วนใหญ่จะถูกลำเลียงไปยังหอจดหมายเหตุตะวันตกเพื่อเก็บไว้ในคลังทองใต้ดิน ที่นั่นคือ 'ธนาคาร' อายุนับพันปีของตระกูลจาง ถูกเก็บรักษาไว้ใต้วิหารแห่งหนึ่ง
จางไห่ถงถอนหายใจ
สมกับเป็นโลกที่ผู้มีอำนาจวาสนาเท่านั้นจึงคู่ควรครอบครองเงินทองและพลัง
เพราะโดยหลักการแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในตระกูลจางล้วนเป็นของผู้นำตระกูลจาง
……
ภายในลานบ้าน มีเด็กที่กลับมาไม่กี่คน ต่างหมกมุ่นขะมักเขม้นเขียนอยู่ในห้องของตน เงียบเชียบราวกับสายลมที่พัดผ่านลานบ้าน
จางไห่ถงนับว่าเป็นพวกที่กลับมาเร็ว ในบรรดาเด็กเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่ต้องพึ่งพาตัวเอง ได้ชื่อว่าเด็กไม่มีแม่ก็เหมือนหญ้าริมทาง
ไม่มีคนดูแล กลับยิ่งโหดเหี้ยมกว่า เอาชีวิตรอดได้มากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นเด็กกำพร้าตระกูลจางที่สามารถมีชีวิตรอดมาจนถึงวัยออกเก็บเกี่ยวได้ ล้วนเป็นคนโหดระดับตัวท็อปทั้งนั้น ผ่านการออกเก็บเกี่ยวมาแล้ว พวกเขาก็ไม่ต้องทำหน้าที่เป็นถุงเลือดอีก ได้รับของขวัญชิ้นโตตำแหน่งเหยื่อล่อ ต่อจากนี้ก็จะทำงานให้ครอบครัวจางเก่าไปทั่วทุกสารทิศ
ส่วนงานของจางไห่ถงนั้นยาวนานหลายปี
ตั้งแต่ ปี 1887 จนถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ
ในช่วงเวลานี้เอง เขาได้พบกับใครคนหนึ่ง