อินซิวดึงม่านปิด แล้วขดตัวบนโซฟาดูโทรทัศน์
โทรทัศน์ในเมืองเล็กไม่แพร่ภาพข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก มีเพียงภาพเดียวกับจอที่จัตุรัส นั่นคือภาพผู้เล่นที่กำลังอยู่ในดันเจี้ยน
ตอนนี้ ผู้เล่นคนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้ากดดันเขียนเงียบๆ ในห้องเรียน ด้านข้างมีครูรูปร่างผอมบิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเงามนุษย์ยืนก้มลงจ้องมองเขา ใบหน้าของครูมีรอยยิ้มประหลาด น่าขนลุกสุดขีด ผู้เล่นที่ถูกจ้องมองตัวสั่นงันงกไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย คนทั้งห้องเรียนก็แทบไม่กล้าส่งเสียงหายใจ
ข้อความหนึ่งลอยผ่านไปอย่างแผ่วเบา “ดันเจี้ยนนี้ยากเกินไปแล้ว จนถึงตอนนี้ในเมืองเราไม่มีใครผ่านเลยสักคนใช่ไหม?”
“ใช่... ระยะหลังผู้เล่นตายในดันเจี้ยนมากขึ้นทุกที คืนนี้ถึงจะฝนตกคนใหม่มาสินะ เมืองเราผังดีมาก แต่นานมากแล้วที่ไม่มีคนใหม่มา”
“เฮ้อ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนใหม่จะอยู่ได้นานแค่ไหน เข้าดันเจี้ยนครั้งแรกถ้าจำกฎไม่แม่นยำ แทบจะออกมาไม่ได้เลย”
“ฉันว่าเปลี่ยนมาใช้ชีวิตในเมืองเหมือนอินซิวก็ได้นะเล่า จะผ่านดันเจี้ยนไปทำไม เอาชีวิตรอดก่อนดีกว่า”
“คิดอะไรน่ะ? อยู่ที่นี่นานๆ เข้าก็เจอเรื่องไม่คาดฝันอยู่ดี นายไม่เห็นคนที่ตายในบ้านเมื่อสองวันก่อนหรือ? คอถูกบิดหักเลยนะ”
“...ฉันเห็น แล้วก็ฝันร้ายมา 2 คืน กลางคืนได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็ไม่กล้าขยับเลย”
“ฉันก็ด้วยนะ ทนไม่ค่อยไหวจริงๆ แต่ว่าอินซิวกลับมองแวบเดียวก็เดินจากไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ทุกครั้งที่เจอคนตายเขาก็เหมือนไร้อารมณ์ เขานั่นแหละคือตัวประหลาดในเมือง?”
“ว่าไปแล้ว ผู้เล่นปกติพอถึงระยะหนึ่งจะถูกดึงเข้าดันเจี้ยนโดยอัตโนมัติ มีแต่เขาคนเดียวที่อยู่แต่ในเมืองไม่เคยเข้าไป ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน...”
“ก็เขาแปลกมาตั้งแต่แรกแล้วนี่ เจ้าแม่ราตรีไปหาเขาทุกคืน อยู่胡同เดียวกันกับเขาแล้วไม่มีวันหลับสบายเลยจริงๆ”
“เฮ้อ พวกนายอย่าพูดเลย อย่าลืมว่าข้อความในเมืองใช้ร่วมกัน ทางอินซิวก็เห็นเหมือนกัน ระวังเขาโกรธ”
บนจอภาพก็สะอาดตาขึ้นมาในพริบตา ไม่มีข้อความใดๆ อีกเลย
อินซิวเท้าคาง หรี่ตามอง ติดตามโทรทัศน์ด้วยสีหน้าง่วงงุน ร่างสูงโปร่งขดตัวบนโซฟาสัปหงก
ไม่นานก็มีข้อความลอยมาบนหน้าจออีกครั้ง “ใครยังไม่นอนรีบนอนได้แล้ว ระวังด้วย เจ้าแม่ราตรีมาแล้ว”
พร้อมกับข้อความที่ลอยผ่านไปอย่างวังเวง ไฟในเมืองเล็กก็ดับลงอย่างรวดเร็วหลายแห่ง
ท้องถนนว่างเปล่าไร้เสียง ซอยมืดทึบปะทะลมหนาววาบหนึ่ง
มีเสียงฝีเท้าละเอียดดังขึ้นในซอย แต่ไร้เงาร่างใดปรากฏ มีเพียงรอยเงาดำมหึมาที่ไม่ทราบที่มาเคลื่อนไหววูบวาบตามรอยแยกของกำแพง
เสียงฝีเท้านั้นหยุดอยู่หน้าบ้านแต่ละหลังชั่วครู่ ทุกครั้งที่หยุด นอกประตูก็มีเสียงเคี้ยวที่ทึบชัดเจนดังขึ้น เสียงกร้วมกร้วมในยามค่ำคืนทำให้หนังศีรษะชาไปหมด
เสียงดังต่อเนื่องกันเป็นทางยาว สุดท้ายหยุดลงตรงหน้าประตูบ้านของอินซิว ครั้งนี้ไม่มีเสียงเคี้ยวดังขึ้น
“ตึงๆ!”
หน้าต่างกระจกนอกบ้านของอินซิวถูกคนเคาะ แม้จะเป็นเพียงการเคาะเบาๆ แต่หน้าต่างและประตูทั้งบานก็สั่นสะเทือน
หนังตาที่ห่อเหี่ยวด้วยความง่วงของอินซิวกระตุกขึ้น หางตากวาดไปยังประตู
เขาลุกขึ้นเดินไปถึงหน้าต่าง ดึงม่านออกอย่างแรง ใต้แสงจันทร์ ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ขาวซีดมีรอยยิ้มแปะแนบสนิทติดกับกระจกหน้าต่างของเขา จ้องมองอินซิวอย่างตาค้าง
นางผมยาวยุ่งเหยิงยาวลงพื้น ใบหน้าไร้สีเลือด แต่รอยยิ้มที่มุมปากเปื้อนของเหลวสีแดงไม่ทราบที่มา ร่างมหึมาอัดแน่นเสียจนซอยแคบๆ ทั้งซอยแทบปริแตก หมอบอยู่ในซอยด้วยท่าทางบิดเบี้ยวชวนประหลาด
“นี่อะไร?” เจ้าแม่ราตรีใช้นิ้วชี้ยกถ้วยเหล็กเล็กๆ ขึ้นมา ในถ้วยมีน้ำใสหนึ่งถ้วยสั่นไหว มีใบชาสองใบแช่พองลอยอยู่
“ชา” อินซิวตอบกลับอย่างนิ่งๆ มือพลางรินชาให้ตัวเองหนึ่งแก้วตรงหน้าต่าง
สีหน้ายิ้มแย้มของเจ้าแม่ราตรีแข็งค้าง สีหน้าค่อยๆ ดุร้าย น้ำเสียงทุ้มต่ำ ถึงขั้นกัดฟันถามซ้ำอีกครั้ง “นี่อะไร?”
“ก็ชาไง” อินซิวทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยกแก้วในมือขึ้น ชูไปทางผู้หญิงนอกหน้าต่าง “ดื่มสักอึกไหม?”
เพี๊ยะ ถ้วยเหล็กเล็กๆ ถูกบีบจนแบน ใบหน้าซีดขาวของเจ้าแม่ราตรีแนบสนิทกับกระจกหน้าต่างอย่างแรง รูม่านตาเบิกโพลงมีสายเลือดพาดพัน สะท้อนภาพใบหน้าไร้อารมณ์ของอินซิว “ข้าไม่พอใจเครื่องสังเวยของเจ้า ข้าจะเปลี่ยนเครื่องสังเวย”
นิ้วของนางค่อยๆ ชี้ไปที่อินซิวภายในบ้าน เสียงต่ำกร้าวจากลำคอ “เจ้า ต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยของข้า”
“ไม่เอา”
อินซิวตอบอย่างเด็ดขาด หนังตาหย่อนยาน “นี่เจ้าจะเลิกมารบกวนข้าทุกวันได้ไหม ทำให้นอนไม่ได้ทั้งคืน กินเนื้อเข้าไปตั้งมาก ดื่มชาสักหน่อยจะเป็นอะไรไป? ทำเป็นเรื่องมากทำไม?”
เสียงของทั้งคู่ชัดเจนในยามค่ำคืน คนทั้งซอยแทบจะได้ยินคำพูดของอินซิว อดกลั้นไม่ไหวต้องหดตัวในผ้าห่มและสูดลมหายใจเย็นเยียบ
พวกเขาเคยเห็นยามเจ้าแม่ราตรีโกรธจัดกัดคอคนขาดในคำเดียวมาแล้ว เคยเห็นบ้านเรือนที่ถูกกระทืบราบเป็นหน้ากลองในพริบตาเดียว และคนที่ถูกทำลายแหลกเหลวทั่วพื้น
มีก็แต่อินซิวเท่านั้นทั้งเมืองที่กล้าพูดกับเจ้าแม่ราตรีแบบนี้ เป็นการเต้นแร้งเต้นกาอยู่บนจุดตายจริงๆ
สีหน้าของเจ้าแม่ราตรีเริ่มบิดเบี้ยว ฝ่ามือยักษ์ของนางตบใส่หน้าต่างกระจกของบ้านอินซิวทีเดียว กระจกทั้งบานแตกละเอียดเป็นรอยร้าว ทำให้คนอื่นใจสะท้านหวั่นไหว
“ข้าจะกลืนกินเจ้าทั้งเป็น! อินซิว! ข้าจะต้องกลืนกินเจ้าทั้งเป็นให้ได้!” ตามมาด้วยเสียงคำรามกัดฟันกรอด ร่างของผู้หญิงกระแทกประตูหน้าต่างของอินซิวไม่หยุด เสียงแหลมสูงในยามค่ำคืนทิ่มหูคนให้เจ็บแสบ ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูหน้าต่าง
บานประตูอ่อนบางถูกกระแทกดังโครมคราม นอตสลักคลอน กระจกหน้าต่างก็สั่นไม่หยุด รอยร้าวกระจายทั่ว
ถึงแม้ในกฎจะเขียนว่า ในบ้านยามกลางคืนตราบใดที่ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนาก็จะปลอดภัย แต่ถ้าถูกกระแทกจนพัง ก็ไม่แน่เสมอไป จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าลองว่าประตูหน้าต่างจะถูกกระแทกจนพังจริงหรือไม่
“เสียงดังจริง” อินซิวดึงม่านปิดลงทันที ยกโต๊ะไปขวางประตู แล้วกลับไปนั่งดูโทรทัศน์บนโซฟาต่อ
ปีหนึ่ง 365 วัน รวมแล้ว 6 ปี เขาอยู่ที่นี่มานานเท่าไหร่ ก็ถูกเจ้าแม่ราตรีรบกวนมานานเท่านั้น
อินซิวเคยชินกับการใช้ชีวิตกลางคืนดูโทรทัศน์ กลางวันตกปลาสัปหงกจนเป็นกิจวัตร
ท่ามกลางเสียงคำรามของเจ้าแม่ราตรี ในความมืดของเมืองเล็กเริ่มมีเสียงเบาๆ ดังขึ้น “เขาไปยั่วให้เจ้าแม่ราตรีโกรธอีกแล้ว ทั้งที่รู้อยู่ว่าเจ้าแม่ราตรีอารมณ์ร้าย”
“เจ้าแม่ราตรีก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาไม่ได้ละเมิดกฎ เจ้าแม่ราตรีก็เข้าไปไม่ได้”
“คนๆ นี้จะอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหนกันนะ? ไม่เข้าดันเจี้ยนก็แล้ว ไม่ยอมออกก็แล้ว มีที่ไหนมีคนมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ 6 ปี”
“ผู้เล่นคนอื่นก็กลัวพวกเรา กลัวเจ้าแม่ราตรี แต่เขาไม่กลัวเลยสักนิด แล้วมีดเล่มนั้นบนตัวเขา...”
“ช่างเถอะ ไปดูคนอื่นดีกว่า รู้สึกว่าคืนนี้ในเมืองมันชื้นมาก อึดอัดไม่สบายเลย”
“สงสัยว่าฝนกำลังจะตกแล้วกระมัง”
ท้องฟ้าหยาดฝนลงมาหลังจากนั้นไม่กี่นาที เสียงซ่าๆ ดังไปทั่วทั้งเมือง สายลมชื้นหมาดพัดผ่านซอยในเมือง และในเวลาเกือบจะเป็นวินาทีเดียวกันนั้น เสียงกระแทกโครมครามที่ประตูหน้าต่างสะเทือนสะท้านก็หยุดลงกะทันหัน
อินซิวชะงัก หันไปมองที่หน้าต่าง คืนนี้กลับไปเร็วจังหรือ?
ปกติถ้าไม่ได้อาละวาดจนฟ้าสาง ก็ไม่ยอมให้เขานอนหรอก
อินซิวลุกขึ้นเปิดม่าน ในซอยมืดลึกไม่มีร่างมหึมานั่นอีกแล้ว มีเพียงเม็ดฝนที่ร่วงกลิ้งจากฟ้าตกลงมากระแทกพื้น แผ่นกฎเกลื่อนกลาดพื้นเปียกชื้นไปหมด
ไกลออกไปในม่านหมอกสายฝน มีไฟสว่างขึ้นเป็นระยะ และมีเสียงคนดังขึ้นเรื่อยๆ
คืนฝนตกเป็นเพียงคืนเดียวที่สามารถเปิดประตูได้ สำหรับผู้เล่นในเมืองแล้วเป็นอิสระที่หาได้ยาก ทั้งยังสามารถออกไปตามหาผู้เล่นใหม่ที่มาถึงเมือง เพื่อหาพวกพ้องให้ตนเองอีกด้วย
แต่นั่นไม่ใช่กงการอะไรของอินซิว เขาดึงม่านปิด แล้วรีบกลับไปที่เตียงนอนทันที
ค่ำคืนที่ไม่ถูกรบกวนซึ่งได้มายาก ฟังเสียงคนเสียงฝนนอกหน้าต่าง จะต้องนอนหลับสบายเป็นแน่
อินซิวหดตัวลงในผ้าห่ม สติสัมปชัญญะลางเลือนไปชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงฝนพรำยามค่ำคืน เสียงฝีเท้าผิดธรรมดาหนึ่งก็พลันดังขึ้นที่ปากซอย
เขาลืมตาผวาปึ๊บ รวบรวมสมาธิไปที่การฟัง
เสียงนั้นเหยียบแอ่งน้ำ ค่อยๆ เดินมาตามทางของซอยอย่างช้าๆ ผ่าเสียงฝีเท้าของผู้เล่นอื่นทั้งหมดอย่างสงบนิ่ง ราวกับมีจุดหมายค่อยๆ เขยิบเข้ามาใกล้ที่นี่
ไม่มีใครห้ามเขาเลย ไม่มีใครหยุดเพื่อเขาเลยสักคน ราวกับถูกทุกคนในเมืองมองข้าม มีเพียงเสียงฝีเท้านี้เท่านั้นที่ดังอย่างเฉียบขาด ตรงดิ่งผ่านเสียงฝนมาถึงหน้าประตูบ้านของเขา และหยุดลง
อินซิวนอนนิ่งบนเตียง มองไปยังประตูบ้านของตน
ภายใต้บานประตูอ่อนบางที่ถูกเจ้าแม่ราตรีกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว มีเงาร่างเรียวยาวทอดอยู่หลังประตู