“ชื่อ?”
“หลี่เจี่ยน”
“เพศ?”
“หญิง”
ในคุกหลวงเงียบงันไปชั่วขณะ
นายกององครักษ์เสื้อแพรที่ยืนอยู่ตรงหน้าหลี่เจี่ยนหรี่ตาลง พู่กันในมือค้างอยู่กลางอากาศเนิ่นนาน ไม่ยอมจรดลง
“พูดอีกครั้งซิ?” นายกองลดเสียงต่ำ
หลี่เจี่ยนเงยหน้าขึ้น
เขาถูกมัดไว้กับโครงไม้ มือทั้งสองถูกแขวนสูงเหนือศีรษะ
ใบหน้านั้นสะอาดเกลี้ยงเกลา เขาถึงกับยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เพศหญิง”
นายกองฟาดพู่กันในมือลงบนโต๊ะดังเพียะ ก่อนลุกขึ้นยืน
ร่างสูงใหญ่สวมชุดปลาบินสีดำสนิท ที่เอวแขวนดาบซิ่วชุน
เขาอ้อมโต๊ะเดินมาหาหลี่เจี่ยน ไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วก้มหน้ามองใบหน้าของอีกฝ่ายใกล้ ๆ
“เจ้าเป็นผู้ชายชัด ๆ” นายกองเอ่ยทีละคำ
“รู้อยู่แล้ว ยังจะถามอีกหรือ?”
อากาศเงียบงันไปชั่วขณะอีกครั้ง
องครักษ์เสื้อแพรทั้งสี่นายที่ยืนอยู่ด้านหลังนายกองหันมองหน้ากัน
ชายหนุ่มคนหนึ่งอดยกมุมปากขึ้นนิด ๆ ไม่ได้ แต่ถูกคนอายุมากกว่าที่อยู่ข้าง ๆ กระทุ้งศอกใส่ จึงรีบเก็บอาการ
นายกองยืดตัวขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกมา
เขาหันกลับไปนั่งหลังโต๊ะ เงียบอยู่หลายอึดใจ ก่อนจะพลันหัวเราะออกมา
“ดี ดี ดี”
เขาพูดคำว่า “ดี” ติดต่อกันสามครั้ง แต่ละครั้งหนักแน่นกว่าครั้งก่อน
จากนั้นก็เงยหน้ามองลูกน้องทั้งสี่ แววตาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
“ปากแข็งใช่ไหม เช่นนั้นก็ปรนนิบัติผู้ต้องหาหญิงผู้นี้ให้ดี ให้เขาได้รู้เสียบ้างว่าฟ้าสูงแค่ไหน แผ่นดินหนาเท่าใด”
องครักษ์เสื้อแพรทั้งสี่ขานรับพร้อมกัน
หนึ่งในนั้นรูปร่างไม่สูงนัก แต่ไหล่กว้างหลังหนา ใบหน้าเหลี่ยมมีแผลเป็นพาดเฉียงจากคิ้วลงไปถึงโหนกแก้ม ยามยิ้มแผลเป็นก็บิดตาม ดูน่าสยดสยองเป็นพิเศษ
เขาปลดแส้จากเอวแล้วชั่งน้ำหนักในมือ ตัวแส้ถักจากหนังวัว
บนแส้ฝังหนามเหล็กเล็ก ๆ ไว้แน่นหนา มีคราบสีน้ำตาลดำแห้งกรังติดอยู่
ไม่รู้ว่าเป็นร่องรอยของนักโทษปากแข็งคนที่เท่าไรแล้ว
เขาเดินเนิบช้าเข้ามา รองเท้าบูตเหยียบลงบนแผ่นหินชื้นแฉะ แต่ละก้าวก่อเสียงแฉะ ๆ เบา ๆ
เมื่อมาหยุดห่างจากหลี่เจี่ยนสามก้าว เขาก็สะบัดแส้กลางอากาศจนเกิดเสียงดัง เพียะ! ใสกังวานราวประทัดระเบิด
“ข้าชอบนัก นักโทษปากแข็งอย่างเจ้า”
องครักษ์เสื้อแพรหน้าแผลเป็นพูดพลางแสยะยิ้ม เสียงแหบพร่าราวกับกำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกนี้
“ทุกคนตอนเข้ามาก็ปากแข็งกันทั้งนั้น แต่เดี๋ยวก็อ่อนปวกเปียก เจ้าว่าตัวเองจะทนได้นานแค่ไหน?”
หลี่เจี่ยนเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับกำลังขบคิดอย่างจริงจัง “ข้าว่า...เจ้าน่าจะทนได้ไม่นาน”
รอยยิ้มของชายหน้าแผลเป็นชะงักไปชั่วขณะ “ว่าอย่างไรนะ?”
หลี่เจี่ยนเชิดคางไปทางเขา “ข้าบอกว่าเจ้าทนได้ไม่นาน ดูรูปร่างเจ้าสิ อ่อนแอจะตาย เดี๋ยวนี้องครักษ์เสื้อแพรรับคนเข้ามาไม่ตรวจร่างกายกันแล้วหรือ?”
ใบหน้าของชายหน้าแผลเป็นแดงก่ำขึ้นทันที
เขาไม่พูดพร่ำอีก ถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะ ก่อนเหวี่ยงแขนขวาเป็นวงกว้าง—
“เพียะ!”
แส้ฟาดลงบนอกหลี่เจี่ยนอย่างแรง
ชุดนักโทษบาง ๆ ขาดเป็นรอย ผ้าขาดปลิวว่อน
“ปากแข็งนัก!”
“เพียะ!”
แส้ครั้งที่สองฟาดลงบนชายโครงซ้าย
“ข้าจะสั่งสอนให้เจ้าหายปากแข็ง!”
“เพียะ!” แส้ครั้งที่สาม
“เพียะ!” แส้ครั้งที่สี่
“เพียะ! เพียะ! เพียะ!”
เสียงแส้ถี่กระหน่ำราวพายุฝนซัดกระเบื้อง
ชายหน้าแผลเป็นฟาดแส้ไปพลางด่าทอไม่หยุด
“ปากแข็งนักหรือ?”
“ข้าจะทำให้เจ้าหายปากแข็ง!”
“ดูซิว่าเจ้าจะปากแข็งไปได้ถึงเมื่อไร!”
ทุกครั้งเขาออกแรงจากเอวเต็มที่ ปลายแส้ติดหนามกรีดผ่านอากาศส่งเสียงหวือ ๆ
ทว่าฟาดลงบนร่างหลี่เจี่ยนกลับเหมือนแส้ฟาดใส่กลองหนังวัวหนา
คบเพลิงลุกพรึ่บส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ เงาของคนหลายคนทอดยาวบ้างสั้นบ้าง
องครักษ์เสื้อแพรอีกสามคนยืนมองอยู่ด้านข้าง สีหน้าที่ตอนแรกดูรอชมเรื่องสนุกค่อย ๆ แปรเป็นฉงน
องครักษ์หนุ่มอดยื่นหน้าเข้ามาดูใกล้ ๆ ไม่ได้ หรี่ตาพยายามมองให้ชัดว่าร่างหลี่เจี่ยนมีบาดแผลหรือไม่
ชายหน้าแผลเป็นฟาดไปเกือบยี่สิบครั้งแล้ว เหงื่อผุดพราวบนหน้าผาก ลมหายใจก็เริ่มหอบหนัก
มือยังไม่หยุด แต่ช่วงเหวี่ยงแขนเห็นได้ชัดว่าแคบลงกว่าเดิม
หลี่เจี่ยนก้มมองเสื้อด้านหน้าอกที่ถูกฟาดจนขาดเป็นริ้ว ๆ เศษผ้าห้อยลงมา เผยให้เห็นผิวด้านใน
สะอาดเกลี้ยงเกลา สมบูรณ์ไร้รอย แม้แต่รอยแดงสักเส้นก็ไม่มี
หลี่เจี่ยนพลันเอ่ยเสียงเรียบเฉย “วันนี้เจ้าไม่ได้กินข้าวหรือ?”
มือของชายหน้าแผลเป็นชะงักไป
“แรงมือยังสู้สาวน้อยในหออี๋หงไม่ได้เลย”
คำพูดนี้ราวกับโยนไฟลงกระทะน้ำมัน
แผลเป็นบนใบหน้าชายคนนั้นแดงคล้ำขึ้น ลำคอเปล่งเสียงคำรามต่ำ ๆ ก่อนเหวี่ยงแขนฟาดแส้อย่างแรงอีกครั้ง
แส้ฟาดลงบนลำคอหลี่เจี่ยน หนามเหล็กครูดผ่านผิวข้างคอส่งเสียง “ครืด ๆ” แผ่วเบา ทว่าผิวบริเวณนั้นยังคงไม่ไหวติง
“ออกแรงหน่อย!” หลี่เจี่ยนตะโกน
ชายหน้าแผลเป็นกัดฟันฟาดอีกครั้ง
“ใช่ แบบนั้นแหละ!” เสียงของหลี่เจี่ยนสูงขึ้นหนึ่งระดับ ฟังดูคล้ายจะ...ตื่นเต้นอยู่หลายส่วน?
“ใช่ ๆ ๆ! ท่านี้แหละ! ยกแขนให้สูงขึ้นอีกหน่อย! บิดเอวไป! ใช่! ต้องออกแรงแบบนี้!”
เสียงแส้แหวกอากาศกับเสียงชี้แนะของหลี่เจี่ยนดังก้องไปทั่วคุกหลวง
องครักษ์เสื้อแพรทั้งสามที่ยืนดูอยู่ตาค้างไปหมด ชายหนุ่มอ้าปากกว้างราวกับกรามหลุด
คนที่อายุมากกว่าถอยหลังครึ่งก้าวเงียบ ๆ แล้วเบือนหน้าไปทางอื่น คล้ายทนดูต่อไม่ไหว
ส่วนอีกคนที่ผอมสูงกอดอก ขมวดคิ้วจนเป็นปม จ้องลำคอหลี่เจี่ยนเขม็ง พยายามหารอยเลือดให้ได้สักเส้น
ชายหน้าแผลเป็นฟาดไปแล้วกว่าสี่สิบครั้ง
เส้นเลือดขมับปูดโปน เหงื่อไหลตามแผลเป็นลงมา
เขาหอบหายใจราวกับลาที่ลากโม่มาทั้งวัน แขนก็สั่นให้เห็นชัด ๆ
แต่ใต้ผ้าที่ขาดวิ่นบริเวณอกของหลี่เจี่ยน ผิวยังคงขาวผ่องเนียนละเอียด
“กร๊อบ”
เสียงดังกรอบ แส้ขาดสะบั้นตรงกลาง
แส้ครึ่งท่อนที่มีหนามเหล็กติดอยู่ปลิวไปกระแทกกำแพงดังเพียะ ก่อนตกลงพื้น ส่วนอีกครึ่งยังอยู่ในมือชายหน้าแผลเป็น
เขาก้มมองแส้ที่หักครึ่งในมือ แล้วเงยหน้ามองหลี่เจี่ยน แผลเป็นบนใบหน้ากระตุกเล็กน้อย
หลี่เจี่ยนถอนหายใจ “เฮ้อ บอกแล้วไงว่าเจ้าทนได้ไม่นาน”
ชายหน้าแผลเป็นกำหมัดแน่น แส้ครึ่งท่อนในมือบิดเบี้ยวไปตามแรงบีบ
ขณะที่เขากำลังจะก้าวไปข้างหน้า ก็มีเสียงไอดังมาจากด้านหลัง
ไม่รู้ว่านายกององครักษ์เสื้อแพรลุกจากหลังโต๊ะมาตั้งแต่เมื่อไร เขากอดอกยืนมองหลี่เจี่ยนอย่างสนอกสนใจ
เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองครั้ง ก่อนส่ายหน้าเดินเข้ามา
นายกองกล่าวว่า “ข้าทำงานในกององครักษ์เสื้อแพรมาสิบสองปี สอบสวนนักโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าแปดร้อยคน เจอพวกปากแข็งมามาก”
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่เจี่ยน แล้วเดินวนรอบโครงไม้ครึ่งวง สายตากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“พวกที่โดนแส้ทีเดียวก็ร้องคร่ำครวญเหมือนผีสางข้าก็เคยเจอ พวกที่โดนสามครั้งก็ฉี่ราดข้าก็เคยเห็น ส่วนคนที่โดนห้าครั้งแล้วยังฝืนด่ากลับได้ ข้าเคยเจอสองคน คนหนึ่งทนได้เจ็ดครั้ง อีกคนทนได้สิบเอ็ดครั้ง”
เขาหยุดยืนตรงหน้าหลี่เจี่ยน เอียงศีรษะเล็กน้อย
“แต่คนที่โดนไปสี่สิบเจ็ดครั้งแล้วยังไม่มีแม้แต่รอยแดง—”
“เจ้าเป็นคนแรก”
