“หลบยันต์เพลิงอำมหิตของอาตมาได้ ทั้งยังรับค่ายกลยันต์สะกดอำมหิตเข้าไปตรง ๆ อีก...”
น้ำเสียงของร่างศพชุดม่วงในที่สุดก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แสงในดวงตาสีแดงฉานวูบไหวริบหรี่
“ร่างกายแข็งแกร่งถึงเพียงนี้หรือ? ยามอาตมายังมีชีวิต ได้ปราบปีศาจสังหารมารมาหลายร้อยปี พบพานผู้บำเพ็ญมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเจอผู้ฝึกกายาเช่นเจ้าเลย”
“ปราบปีศาจสังหารมารหรือ? สุดท้ายตัวเองกลับกลายเป็นปีศาจกับมารเสียเอง นี่เรียกว่าฝึกวิชาไม่ถึงขั้น หรือฝึกจนธาตุไฟเข้าแทรกกันแน่?”
ลู่หยวนก้าวออกจากค่ายกล เงยหน้ามองร่างศพชุดม่วง
ร่างศพชุดม่วงไม่สนใจคำเย้ยหยันนั้น
มันค่อย ๆ ยกสองมือขึ้น ประสานนิ้วทั้งสิบไว้เบื้องหน้าอก ก่อเป็นตราประทับอันซับซ้อน
ทันทีที่ตราประทับสำเร็จ ไออำมหิตหยินทั่วทั้งวังใต้ดินก็หลั่งไหลมารวมกันที่ฝ่ามือของมัน ก่อนก่อเป็นค่ายกลยันต์สีม่วงดำขึ้นเบื้องหน้า
ค่ายกลยันต์เป็นรูปวงกลม ขอบค่ายกลมีอักขระยันต์นับร้อยสายไหลเวียน แต่ละตัวสั่นไหวแผ่วเบา ประหนึ่งหัวใจสีดำที่กำลังเต้นอย่างเชื่องช้า
ใจกลางค่ายกลมีเค้าโครงมัจฉาหยินหยางคู่หนึ่งปรากฏเลือนรางในแสงสีม่วงดำ
ทว่ามัจฉาหยินหยางคู่นั้นมิได้แบ่งแยกขาวดำชัดเจน กลับถูกไอซากศพสีหม่นปกคลุม ขอบของมัจฉาหยินหยางแตกร้าวเป็นริ้วถี่
มันประคองค่ายกลยันต์นั้นด้วยสองมือ แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
ชั่วขณะนี้ มันมิได้ดูคล้ายปีศาจศพ หากกลับเหมือนนักพรตชราผู้กำลังประคองค่ายกลประจำชีวิต
แม้ชุดนักพรตจะขาดวิ่น แม้หมวกนักพรตจะชำรุด ทว่าท่าทางยามประคองค่ายกลนั้นชัดเจนว่าเป็นความทรงจำของกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่เคยเลือนหายไปตลอดหลายร้อยปี
