ยังไม่ทันกล่าวจบ ราชาปีศาจเกล็ดทมิฬก็ยกมือขึ้นห้ามมันเสียก่อน
“ปีกเพลิงตายแล้ว ข้ารู้”
มันค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเงามืด แววเย็นเยียบวาบผ่านดวงตา
“ในเมื่อปีกเพลิงมิใช่คู่มือของลู่หยวน ข้าก็มีแผนอื่นอยู่แล้ว ตอนนี้เพียงรอให้ซากโบราณสถานเปิดออกก็พอ อย่าก่อเรื่องให้ยุ่งยาก”
แม่ทัพปีศาจผู้ส่งสารมีท่าทีลังเล เวลานี้มันกระหายใคร่รู้จนแทบอยากมุ่งหน้าไปยังซากตำหนักเขาแดงเพื่อดูให้เห็นกับตา
แต่เมื่อราชาปีศาจของตนตัดสินใจแล้ว ก็ย่อมไม่มีทางเลือก แม่ทัพปีศาจผู้ส่งสารผ่อนลมหายใจ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”
“ไปได้”
ราชาปีศาจเกล็ดทมิฬละสายตา โบกกรงเล็บกระดูกอย่างเชื่องช้าเป็นสัญญาณให้แม่ทัพปีศาจผู้ส่งสารถอยออกไป
จากนั้นมันก็เอนกายกลับเข้าไปในเงามืดของหอกระดูกอสูร ดวงตาทอประกายริบหรี่
จากคลื่นการต่อสู้ที่สัมผัสได้ในยามราชาปีศาจปีกเพลิงสิ้นชีพ มันก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าผู้ลงมือเป็นใคร และมีพลังเพียงใด
ที่มันไม่เลือกไปตรวจสอบในเวลานี้ ย่อมมีเหตุผล
นิสัยของลู่หยวนยากจะคาดเดาเกินไป
แม้แต่มันซึ่งแตกฉานในพลังแห่งตราธรรมบัญญัติ ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ลงมือปะทะกันตรง ๆ
มันยังมีลางสังหรณ์เลือนรางว่า หากเผชิญหน้ากับลู่หยวนในตอนนี้ อีกฝ่ายมีโอกาสสูงที่จะลงมือโดยไม่ไว้หน้า
นี่คือประสบการณ์ที่สั่งสมจากข่าวศึกซึ่งส่งมาอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้
ราชาปีศาจเฒ่าแห่งหุบเหวลึกก็เป็นเช่นนี้ ราชาปีศาจเขาแดงก็เป็นเช่นนี้ ราชาปีศาจปีกเพลิงก็เป็นเช่นนี้
นับแต่วันที่ลู่หยวนก้าวเข้าสู่ดินแดนชายขอบ เขาก็ไม่เคยเสียเวลาพูดกับราชาปีศาจตนใดที่ขวางทางเลย
ราชาปีศาจเกล็ดทมิฬเห็นว่าตนเป็นนักเดินหมากผู้เปี่ยมความอดทน จึงไม่รีบร้อนปะทะกับลู่หยวนซึ่งหน้าในเวลานี้ ทว่านั่นมิได้หมายความว่ามันจะปล่อยให้อีกฝ่ายรอดชีวิตไปจากซากโบราณสถาน
