ซื่อเหยียนอู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้น ก็รีบก้าวออกมาพูดทั้งที่ฝืนใจ
“ศิษย์พี่ ทั้งสองท่านนี้คือ—”
“หุบปาก!”
ซื่อเหยียนฉู่ไม่แม้แต่จะยกเปลือกตา น้ำเสียงเย็นชาแข็งกร้าวอย่างไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง
ซื่อเหยียนอู้ชะงักฝีเท้า ริมฝีปากเผยอราวจะเอ่ยบางอย่าง ทว่ากลับถูกสายตาดุดันข่มจนต้องกลืนคำพูดลงคอ
ซื่อเหยียนฉู่ยกมือปัดเศษหินออกจากจีวรอย่างเชื่องช้า
เมื่อจัดอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว เขาจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตากวาดผ่านใบหน้าของลู่หยวนกับเจียงปู๋เฉิน ก่อนหยุดลงชั่วขณะ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างไม่คิดปิดบัง
“ข้าคือเจ้าสำนักจินกัง ไม่ใช่คนที่ผู้น้อยจากสำนักปราบมารคนไหนจะมาข่มเหงได้ตามใจ”
“อย่างนั้นหรือ?”
ลู่หยวนเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกมือกระชากเสื้อผ้าธรรมดาที่สวมอยู่ออก
เสียงผ้าฉีกขาดดังขึ้น เผยให้เห็นชุดสีม่วงแดงวาบหนึ่ง
ร่างของซื่อเหยียนฉู่แข็งค้างไปเพียงชั่วพริบตา รูม่านตาหดวูบอย่างฉับพลัน
เสื้อผ้าธรรมดาร่วงลงกับพื้น เผยให้เห็นชุดขุนนางสีม่วงแดงอย่างชัดเจน
ลวดลายตราพระราชทานสีทองคล้ำทอดลงจากบ่า เลื้อยไปตามสาบเสื้อจนถึงสายคาดเอว แผ่ไออำนาจแห่งสวรรค์อันเกรียงไกร
ป้ายประจำตำแหน่งผู้บัญชาการที่ห้อยอยู่ด้านซ้ายของสายคาดเอวทอประกายเย็นเยียบ ลู่หยวนใช้มือข้างเดียวจัดป้ายให้เข้าที่ ก่อนก้มมองพระชราบนเบาะรองนั่ง
ในเวลานี้ เขาไม่ใช่ผู้น้อยของสำนักปราบมารอีกต่อไป
แต่เป็นผู้บัญชาการปราบมารผู้มีอำนาจเหนือทุกอำเภอ และลงโทษประหารก่อนได้โดยไม่ต้องรอรายงานภายหลัง
ภายในถ้ำหินตกอยู่ในความเงียบงัน
ร่างซื่อเหยียนฉู่สั่นระริก เขาไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครกันแน่ แต่ลวดลายตราพระราชทานบนชุดแพรสีม่วงแดงนั้นคือพระบัญชาจากฮ่องเต้ เป็นอำนาจแห่งสวรรค์ที่ราชวงศ์ต้าเฉียนกดทับลงบนบ่าของสำนักปราบมารทั้งมวล
