“ขั้นเวหาอายุยี่สิบต้น ๆ?! มิน่าเล่าถึงได้โอหังเช่นนี้...”
“พวกเรามีขั้นเวหาถึงสองคนประจำการอยู่ แค่เขาคนเดียวก็กล้าพูดว่าจะลบป้อมกำแพงเหล็กให้หายไปอย่างนั้นหรือ?!”
ศิษย์คนหนึ่งเผยสีหน้าเย้ยหยัน ความตื่นตระหนกก่อนหน้านี้พลันมลายไปสิ้น
ป้อมกำแพงเหล็กตั้งมั่นมาหลายร้อยปี รากฐานแข็งแกร่ง ประมุขป้อมสือพอเทียนอยู่ขั้นเวหาชั้นหก ส่วนรองประมุขป้อมอีกคนเพิ่งเข้าสู่ขั้นเวหา
ขุมกำลังเช่นนี้ หากอยู่ตามชายแดน ต่อให้เป็นราชันปีศาจในถ้ำอสูรก็ยังไม่กล้าบุกมารุกรานง่าย ๆ
แค่ตูเว่ยขั้นเวหาคนเดียว ต่อให้พรสวรรค์สูงส่งเพียงใด จะก่อคลื่นลมได้สักเท่าไรกัน?
“คงเป็นเพราะหนุ่มเกินไป จึงคะนองจนเสียสติ! ตูเว่ยขั้นเวหาที่เพิ่งเลื่อนขั้น จะเอาอะไรมาเทียบกับผู้บำเพ็ญขั้นเวหารุ่นเก๋าอย่างพวกเรา? คิดว่าขั้นเวหาชั้นหนึ่งกับชั้นหกเหมือนกันหรือไร?”
“แต่ว่า...แรงกดดันนี้มีเพียงระดับแรกของขั้นเวหาจริงหรือ?” ใครคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกระวนกระวายเล็กน้อย
แรงกดดันจากขั้นเวหาชั้นหกของสือพอเทียนมากพอจะทำให้ลานฝึกยุทธ์ทั้งลานเงียบกริบด้วยความเกรงขาม ทว่าปราณที่แผ่ออกจากร่างของตูเว่ยหนุ่มผู้นี้กลับไม่ได้ด้อยไปกว่าสือพอเทียนแม้แต่น้อย
ที่จริงแล้ว อย่าว่าแต่ผู้เพิ่งเข้าสู่ขั้นเวหาเลย ต่อให้เป็นศิษย์พี่ใหญ่เถี่ยเยว่ ผู้ฝึกตนขั้นเปลี่ยน พรสวรรค์ของพวกเขาก็ยังด้อยกว่ามาก
แต่ความภาคภูมิใจในสำนักที่กล่าวอ้างกัน กลับมอบความมั่นใจอย่างล้นเหลือให้พวกเขา
ภายในป้อมมีผู้บำเพ็ญขั้นเวหาประจำการอยู่ถึงสองคน ยิ่งไปกว่านั้น สือพอเทียนยังเป็นปรมาจารย์ฝึกกายาขั้นเวหาชั้นหก ได้รับการขนานนามว่ามีวิชาป้องกันเป็นอันดับหนึ่งในสี่สำนักแห่งชายแดน
