เซียวเฉิงเจ๋อพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้น สั่งการว่า “ให้เขาแอบติดตามไป หากไปถึงคุกกรมอาญาแล้วพอจะติดสินบนได้ ก็จัดการเสีย ต้องฟังให้รู้ว่าองค์หญิงใหญ่กับคนตระกูลเสิ่นพูดอะไรกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาสวี่แค่นเสียงเย็นชา “แต่ไหนแต่ไรมามีแต่คนกล่าวว่าบุรุษไร้รักไร้คุณธรรม ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน ไม่คิดว่าสตรีก็เป็นเช่นนี้ได้”
ตระกูลเสิ่นเพิ่งเกิดเรื่อง นางก็ส่งหนังสือหย่าไปให้แล้ว ไม่กลัวผู้อื่นครหาว่าซ้ำเติมผู้ตกทุกข์ได้ยากหรือไร
“เสด็จป้าก็ทำเกินจำเป็น” เซียวเฉิงเจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “รอให้ตระกูลเสิ่นถูกตัดสินโทษจริง ต่อให้ไม่ส่งหนังสือหย่าไป วันหน้าก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับราชบุตรเขยแล้ว เหตุใดจึงร้อนใจถึงเพียงนี้?”
เสิ่นเจาหมิงซึ่งถูกขังอยู่ในคุกหลวง เอ่ยถามสิ่งเดียวกันในยามที่เห็นองค์หญิงใหญ่ยื่นหนังสือหย่ามาให้ “เมื่อตระกูลเสิ่นถูกตัดสินโทษแล้ว พวกเราก็ย่อมไม่เกี่ยวข้องกันอีก องค์หญิงใหญ่รีบร้อนตัดสัมพันธ์กับข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
องค์หญิงใหญ่หนิงฮวายืนอยู่นอกห้องขัง มองเขาด้วยสายตาที่มิได้อ่อนโยนดังวันวานอีกต่อไป หากแต่แฝงแววหยิ่งยโสเหนือผู้คน “หนังสือหย่าฉบับนี้คือเกียรติครั้งสุดท้ายที่ข้ามอบให้เจ้า อย่างน้อยข้าก็ยังยอมรับว่าพวกเราเคยเป็นสามีภรรยากัน หากให้เสด็จพี่ออกพระบัญชา โดยอ้างเหตุที่เจ้ามีภรรยาเอกอยู่ก่อนแล้ว แต่กลับหลอกลวงองค์หญิง ให้ประกาศว่าการสมรสของพวกเราเป็นโมฆะ เจ้าก็ยิ่งไม่เหลือหน้า”
สิ้นเสียง เสิ่นเจาหมิงพลันชะงักงัน
เขากำซี่ลูกกรงแน่น จ้องหนังสือหย่าในมือองค์หญิงใหญ่ กล้ามเนื้อบนแก้มกระตุกถี่หลายครั้ง ผ่านไปเนิ่นนานจึงฝืนยกมุมปาก แล้วยื่นมือไปรับหนังสือหย่ามา
