ฉีเยว่ยื่นมือคว้าข้อมือเขาไว้ มือขวาฟาดใส่ใบหน้าเขาอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า เสียงเพียะดังสนั่น ฉีเป่ยเจี๋ยยกมือกุมแก้มตามสัญชาตญาณ กำลังจะด่าทอ ฉีเยว่ก็เตะเข้าที่ข้อพับเข่าอย่างฉับไวและรุนแรง
ปัง!
ความเจ็บปวดราวกับกระดูกหักแล่นวาบเข้ามา ฉีเป่ยเจี๋ยส่งเสียงร้องโหยหวน ก่อนคว่ำหน้าคุกเข่าลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ “อ๊าก!”
ฮูหยินฉีได้ยินเสียง จึงออกมาจากโถงหรงอันอย่างเร่งร้อน ครั้นเห็นฉีเป่ยเจี๋ยถูกเตะจนล้มคว่ำ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนฉับพลัน นางก้าวเร็ว ๆ ไปหยุดตรงหน้าเขาแล้วทรุดกายลง “เจี๋ยเอ๋อร์! เจี๋ยเอ๋อร์! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉีเป่ยเจี๋ยเจ็บจนใบหน้าซีดขาว เหงื่อเย็นผุดพราว เขากัดฟันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบเสียรูป
ฉีเยว่ก้มมองเขาจากเบื้องบน “ทั้งที่ไม่มีความสามารถจะลงมือแท้ ๆ ยังดันทุรังทำเรื่องโง่ ๆ จนหาเรื่องใส่ตัว ไม่รู้จักประมาณตน”
กล่าวจบ นางก็หันหลังจากไปโดยไม่เหลียวมอง
“ฉีเยว่!” ฮูหยินฉีเงยหน้าขึ้น ตัวสั่นเทาด้วยโทสะ “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่? จะก่อความวุ่นวายในจวนโหวจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินหรือ?!”
ฉีเยว่ชะงักฝีเท้า
พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินหรือ?
ในจวนโหวเจิ้นเป่ยมีคนโง่กลุ่มนี้อยู่ ยังต้องรอให้นางก่อความวุ่นวายอีกหรือ?
“อึก!” ฉีเป่ยเจี๋ยพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้น ทว่าเพิ่งขยับ เหงื่อเย็นเม็ดโตก็ผุดพรั่งบนหน้าผาก ความเจ็บทำให้เขาขมวดคิ้ว กัดฟันแน่น “ตัว...ตัวกาลกิณี นางมันตัวกาลกิณีชัด ๆ!”
มือขวาที่ค้ำพื้นกำแน่น เขาเงยใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อขึ้นมา เอ่ยลอดไรฟัน “ท่านแม่ หากฉีเยว่ไม่ตาย จวนโหวคงไม่มีวันสงบสุข!”
