ข้านอนอยู่ที่ลานหน้าสถานีรถไฟสามวัน ต่อแถวอยู่สามวัน กว่าจะซื้อตั๋วรถไฟไปกว่านเฉิงได้หนึ่งใบ
สถานีรถไฟในยุคนั้นมีผู้คนแน่นขนัดไปหมด
บางคนแบกกระสอบสาน บางคนหิ้วกระเป๋าเดินทาง บ้างก็อุ้มลูกเบียดเสียดกันอยู่หน้าช่องขายตั๋ว
แถวหน้าช่องขายตั๋วยาวเหยียด จากโถงขายตั๋วลากยาวไปจนถึงลานหน้าสถานี
พอถึงคิวข้า ตั๋วนั่งแข็งไปกว่านเฉิงเหลืออยู่พอดีหนึ่งใบ
ข้าไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบซื้อตั๋วทันที
ในยุคนั้นผู้คนยังต้องเดินทางด้วยรถไฟสีเขียวแบบเก่า รถไฟประเภทนี้ทั้งช้าและแออัด ต้องนั่งไปกว่านเฉิงนานถึงสองวันสองคืน
พอขึ้นรถไฟ ข้าถึงได้รู้ว่ามีตั๋วนั่งแข็งก็นับว่าดีแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ได้แต่ตั๋วยืน
ทางเดินในตู้รถไฟเต็มไปด้วยผู้คน ทุกที่ที่พอจะวางเท้าได้ล้วนมีคนยืนอยู่
พอตกกลางคืน บนรถไฟก็ยิ่งชวนตะลึง คนที่ยืนอยู่พากันลงไปนอนพักตามทางเดิน บางคนถึงกับมุดเข้าไปใต้ที่นั่ง แม้แต่ในห้องน้ำก็ยังมีคนนอนอยู่
ภาพนั้นชวนขนหัวลุก ราวกับกำลังนั่งรถไฟมรณะ ทั้งขบวนเต็มไปด้วย “ศพ”
พอล่วงเข้ากลางดึก ผู้คนส่วนใหญ่ก็หลับกันหมด เหลือเพียงเสียงล้อรถไฟกระแทกรางดังครืนครั่น
ตอนนั้นเอง ชายร่างผอมเพรียวคนหนึ่ง มีไฝดำเม็ดใหญ่บนใบหน้า ค่อย ๆ เบียดฝ่าทางเดินอันแออัดมาหยุดข้างที่นั่งฝั่งตรงข้ามข้า
ที่นั่งฝั่งตรงข้ามมีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบ ผิวคล้ำหยาบกร้าน เขากอดถุงผ้าใบใบใหญ่ที่พองตุงไว้แน่น ก้มหน้าหลับตาสนิท หลับลึกจนไม่ได้สติ
ชายไฝดำหยุดอยู่ข้างพี่ชายวัยกลางคน เฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง พอแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทจริง ๆ ก็ล้วงใบมีดเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋า เริ่มกรีดถุงของเขา
