เสิ่นเช่อเกาหัวอย่างจนใจเล็กน้อย “แม่ผม...แม่ผมพอจะหาเงินมาได้ครับ”
“พวกแม่คงคิดอยู่ในใจว่า คุณมีเงินเหลือใช้ สินสอดพวกนี้วันหน้าหาข้ออ้างมายืมคืนได้ หรืออาจจะได้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ”
เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังความคิดของคนในบ้าน
หลินชิงเยวี่ยได้ยินแล้วก็ไม่แปลกใจ เพียงขานรับเบา ๆ ว่า “อืม ฉันเดาออกอยู่แล้ว”
“แต่สินสอดก็คือสินสอด เงินและบัตรของฉันก็เป็นของฉัน ส่วนของคุณก็เป็นของฉัน พวกเขาคิดจะเล่นตุกติก ก็ต้องดูก่อนว่าฉันยอมหรือเปล่า”
“ทั้งหมดเป็นของคุณ วางใจได้เลย!” เสิ่นเช่อรีบกุมมือเธอแน่น พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมบอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่า ใครก็ห้ามแตะต้องของของคุณ”
“วันหน้าถ้าเราหาโอกาสแยกครอบครัวออกมาอยู่กัน เรื่องในบ้านผมจะเป็นคนรับมือเอง ไม่มีทางปล่อยให้คุณต้องเสียใจ”
หลินชิงเยวี่ยชะงักไป เงยหน้ามองเสิ่นเช่อ ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เธอรู้กฎเกณฑ์ของยุคนี้ดี เมื่อพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกที่แยกครอบครัวย่อมถูกคนตำหนิลับหลัง แต่เสิ่นเช่อกลับคิดเผื่อเธอไปถึงขั้นนี้
“คุณ...” เธออ้าปาก แต่ชั่วขณะหนึ่งกลับไม่รู้จะพูดอะไร ความระแวงที่เกิดขึ้นในใจเพราะตระกูลเสิ่นคิดคำนวณผลประโยชน์ ค่อย ๆ ละลายหายไปราวกับถูกน้ำอุ่นชะล้าง เหลือเพียงความอบอุ่นอ่อนโยน
เสิ่นเช่อเห็นสีหน้าของเธอ คิดว่าเธอไม่เชื่อ จึงรีบเสริมว่า “ผมพูดจริงนะ พอเราแต่งงานกันแล้ว เราจะซื้อบ้านหลังนี้ไว้ ถึงตอนนั้นค่อยปรับปรุงใหม่ แล้วใช้ชีวิตของเราเอง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงให้นุ่มนวลลง “ผมรู้ว่าการแยกครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย คนอื่นจะหาว่าอกตัญญู”
