หลินชิงเยวี่ยยิ้มให้เธอ รอยยิ้มนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจ “หมานหมาน ไม่ต้องหรอก เรื่องแค่นี้ฉันรับมือได้ เธอวางใจเถอะ”
เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหลินเว่ยเว่ยกับเฉินจื่อหมิงต้องการจี้หยก ตราบใดที่ยังไม่ได้ของไป พวกเขาก็ไม่กล้าแตกหักกันง่าย ๆ อีกอย่าง ที่นี่เป็นเขตของหมู่บ้านชิงเหอ พวกเขาก่อเรื่องอะไรใหญ่โตไม่ได้หรอก
พูดจบ เธอก็หันไปมองหลินเว่ยเว่ยกับเฉินจื่อหมิงที่มีสีหน้าร้อนใจ ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “ไปกันเถอะ”
หลินเว่ยเว่ยรีบดึงแขนเฉินจื่อหมิง ทั้งสองก้าวตามหลินชิงเยวี่ยไปติด ๆ แทบจะเดินตามเป็นเงา
ทั้งสามคนเพิ่งเดินจากไป ชาวบ้านที่อยู่บนคันนาก็พากันส่งเสียงฮือฮาทันที
“ปัญญาชนหลินคนนี้ใจกล้าเกินไปแล้ว ถึงกับตามสองคนนั้นกลับไปแบบนี้เลยหรือ” ชายวัยกลางคนจุ๊ปาก มือที่ถือเคียวอยู่ก็ลืมขยับไปเสียสนิท
หญิงชาวบ้านที่อยู่ข้าง ๆ รับคำ “นั่นน่ะสิ สองคนนั้นมาจากในเมือง ดูก็รู้ว่าเจ้าเล่ห์นัก ไม่ใช่ว่าคิดจะหลอกปัญญาชนหลินหรอกหรือ”
“ฉันว่าท่าไม่ดีนะ เมื่อครู่ผู้หญิงคนนั้นร้องห่มร้องไห้แทบเป็นแทบตาย เพื่อจี้หยกชิ้นเดียวก็พูดได้ทุกอย่าง ไม่รู้ว่าแอบคิดแผนชั่วอะไรอยู่หรือเปล่า”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงแพร่ไปทั่ว งานที่อยู่ในมือของทุกคนก็พลอยช้าลงไปด้วย
หัวหน้าทีมรองได้ยินเสียงเอะอะจากทางนี้ จึงถือเคียวเดินหน้าบึ้งเข้ามา ก่อนตะโกนเสียงดังว่า “พวกแกพึมพำอะไรกันอยู่?! พระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว ข้าวสาลียังเกี่ยวไม่เสร็จเลย! อยากหิวโซตอนกลางคืนกันหรือไง”
เสียงตะโกนของเขาดังกึกก้องราวกับก้อนหินตกลงในน้ำ กดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดให้เงียบลงในพริบตา
หลี่หมานหมานยิ้มพลางพูดกับป้าหู “ป้าดูต้าจู้ที่บ้านป้าสิ ตะโกนทีเดียวหูคนอื่นแทบหนวกเลยนะ”
